

[๒๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นอนัตตา หูเป็นอนัตตา จมูกเป็นอนัตตา ลิ้นเป็นอนัตตา กายเป็นอนัตตา ใจเป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

[๒๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง เสียงไม่เที่ยง กลิ่นไม่เที่ยง รสไม่เที่ยง โผฏฐัพพะไม่เที่ยง ธรรมารมณ์ไม่เที่ยง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ

[๒๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นทุกข์ เสียงเป็นทุกข์ กลิ่นเป็นทุกข์ รสเป็นทุกข์ โผฏฐัพพะเป็นทุกข์ ธรรมารมณ์เป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี ฯ

[๒๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา เสียงเป็นอนัตตา กลิ่นเป็นอนัตตา รสเป็นอนัตตา โผฏฐัพพะเป็นอนัตตา ธรรมารมณ์เป็นอนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป แม้ในเสียง แม้ในกลิ่น แม้ในรส แม้ในโผฏฐัพพะ แม้ในธรรมารมณ์ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ฯ
๑. ฉันทสูตรที่ ๑ ๒. ราคสูตรที่ ๑ ๓. ฉันทราคสูตรที่ ๑ ๔. ฉันทสูตรที่ ๒
๕. ราคสูตรที่ ๒ ๖. ฉันทราคสูตรที่ ๒ ๗. ฉันทสูตรที่ ๓ ๘. ราคสูตรที่ ๓
๙. ฉันทราคสูตรที่ ๓ ๑๐. ฉันทสูตรที่ ๔ ๑๑. ราคสูตรที่ ๔ ๑๒. ฉันทราคสูตรที่ ๔
๑๓. ฉันทสูตรที่ ๕ ๑๔. ราคสูตรที่ ๕ ๑๕. ฉันทราคสูตรที่ ๕
๑๖. ฉันทสูตรที่ ๖ ๑๗. ราคสูตรที่ ๖ ๑๘. ฉันทราคสูตรที่ ๖ ๑๙. อตีตสูตรที่ ๑
๒๐. อนาคตสูตรที่ ๑ ๒๑. ปัจจุปันนสูตรที่ ๑ ๒๒. อตีตสูตรที่ ๒
๒๓. อนาคตสูตรที่ ๒ ๒๔. ปัจจุปันนสูตรที่ ๒ ๒๕. อตีตสูตรที่ ๓
๒๖. อนาคตสูตรที่ ๓ ๒๗. ปัจจุปันนสูตรที่ ๓ ๒๘. อตีตสูตรที่ ๔
๒๙. อนาคตสูตรที่ ๔ ๓๐. ปัจจุปันนสูตรที่ ๔ ๓๑. อตีตสูตรที่ ๕
๓๒. อนาคตสูตรที่ ๕ ๓๓. ปัจจุปันนสูตรที่ ๕ ๓๔. อตีตสูตรที่ ๖
๓๕. อนาคตสูตรที่ ๖ ๓๖. ปัจจุปันนสูตรที่ ๖ ๓๗. อนิจจสูตรที่ ๑
๓๘. อนิจจสูตรที่ ๒ ๓๙. อนิจจสูตรที่ ๓ ๔๐. ทุกขสูตรที่ ๑ ๔๑. ทุกขสูตรที่ ๒
๔๒. ทุกขสูตรที่ ๓ ๔๓. อนัตตสูตรที่ ๑ ๔๔. อนัตตสูตรที่ ๒
๔๕. อนัตตสูตรที่ ๓ ๔๖. อนิจจสูตรที่ ๔ ๔๗. อนิจจสูตรที่ ๕
๔๘. อนิจจสูตรที่ ๖ ๔๙. ทุกขสูตรที่ ๔ ๕๐. ทุกขสูตรที่ ๕ ๕๑. ทุกขสูตรที่ ๖
๕๒. อนัตตสูตรที่ ๔ ๕๓. อนัตตสูตรที่ ๕ ๕๔. อนัตตสูตรที่ ๖
๕๕. อัชฌัตตายตนสูตรที่ ๑ ๕๖. อัชฌัตตายตนสูตรที่ ๒ ๕๗. อัชฌัตตายตนสูตรที่ ๓
๕๘. พาหิรายตนสูตรที่ ๑ ๕๙. พาหิรายตนสูตรที่ ๒ ๖๐. พาหิรายตนสูตรที่ ๓ ฯ

[๒๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว ย่อมกล่าวว่า สมุทรๆ ดังนี้ ภิกษุทั้งหลาย สมุทรนั้นไม่ชื่อว่า เป็นสมุทรในวินัยของพระอริยเจ้า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมุทรนั้นเรียกว่า เป็นแอ่งน้ำใหญ่ เป็นห้วงน้ำใหญ่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุเป็นสมุทรของบุรุษ กำลังของจักษุนั้นเกิดจากรูป บุคคลใดย่อมอดกลั้นกำลัง อันเกิดจากรูปนั้นได้ บุคคลนี้เรียกว่าเป็นพราหมณ์ ข้ามสมุทรคือจักษุ ซึ่งมีทั้งคลื่น มีทั้งน้ำวน มีทั้งสัตว์ร้าย มีทั้งผีเสื้อน้ำ แล้วขึ้นถึงฝั่งตั้งอยู่บนบก ฯลฯ ใจเป็นสมุทรของบุรุษ กำลังของใจนั้นเกิดจากธรรมารมณ์ บุคคลใดย่อมอดกลั้นกำลัง อันเกิดจากธรรมารมณ์นั้นได้ บุคคลนี้เรียกว่าเป็นพราหมณ์ข้ามสมุทรคือใจได้ ซึ่งมีทั้งคลื่น มีทั้งน้ำวน มีทั้งสัตว์ร้าย มีทั้งผีเสื้อน้ำ แล้วขึ้นถึงฝั่งตั้งอยู่บนบก ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า
[๒๘๖] บุคคลใดข้ามสมุทรนี้ ซึ่งมีทั้งคลื่น มีทั้งน้ำวน มีทั้ง
สัตว์ร้าย มีทั้งผีเสื้อน้ำ น่าหวาดกลัว ข้ามได้แสนยาก ได้
แล้ว บุคคลนั้นเราเรียกว่า เป็นผู้เรียนจบเวท อยู่จบ
พรหมจรรย์ ถึงที่สุดแห่งโลก ข้ามถึงฝั่งแล้ว ฯ