
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘
ปริวาร
???
หมวด ๒
ว่าด้วยสัญญาวิโมกข์เป็นต้น
[๙๔๓] มีอยู่อาบัติเป็นสัญญาวิโมกข์ มีอยู่อาบัติมิใช่สัญญาวิโมกข์. มีอยู่อาบัติของภิกษุผู้ได้สมาบัติ มีอยู่อาบัติของภิกษุผู้ไม่ได้สมาบัติ. มีอยู่อาบัติเกี่ยวด้วยสัทธรรม มีอยู่อาบัติไม่เกี่ยวด้วยสัทธรรม. มีอยู่อาบัติเกี่ยวด้วยบริขารของตน มีอยู่อาบัติเกี่ยวด้วยบริขารของผู้อื่น. มีอยู่อาบัติเกี่ยวด้วยบุคคล คือตนเอง มีอยู่อาบัติเกี่ยวด้วยบุคคลอื่น. มีอยู่ภิกษุพูดจริงต้องอาบัติหนัก มีอยู่ภิกษุพูดเท็จต้องอาบัติเบา. มีอยู่ภิกษุพูดเท็จต้องอาบัติหนัก
มีอยู่ภิกษุพูดจริงต้องอาบัติเบา. มีอยู่อาบัติภิกษุอยู่บนแผ่นดินจึงต้อง อยู่ในอากาศไม่ต้องมีอยู่อาบัติภิกษุอยู่ในอากาศจึงต้อง อยู่บนแผ่นดินไม่ต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุออกไปจึงต้องเข้าไปไม่ต้อง มีอยู่อาบัติภิกษุเข้าไปจึงต้อง ออกไปไม่ต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุถือเอาจึงต้องมีอยู่อาบัติภิกษุไม่ถือเอาจึงต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุสมาทานจึงต้อง มีอยู่อาบัติภิกษุไม่สมาทานจึงต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุทำจึงต้อง มีอยู่อาบัติภิกษุไม่ทำจึงต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุให้จึงต้อง มีอยู่อาบัติภิกษุไม่ให้จึงต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุรับจึงต้อง มีอยู่อาบัติภิกษุไม่รับจึงต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุต้องเพราะบริโภค มีอยู่อาบัติภิกษุต้อง เพราะไม่บริโภค. มีอยู่อาบัติภิกษุต้องในกลางคืนไม่ต้องในกลางวัน มีอยู่อาบัติภิกษุต้องในกลางวัน ไม่ต้องในกลางคืน. มีอยู่อาบัติภิกษุต้องเพราะอรุณขึ้น มีอยู่อาบัติภิกษุต้องไม่ใช่เพราะอรุณขึ้น. มีอยู่อาบัติภิกษุตัดจึงต้อง มีอยู่อาบัติภิกษุไม่ตัดจึงต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุปิดจึงต้อง มีอยู่อาบัติภิกษุไม่ปิดจึงต้อง. มีอยู่อาบัติภิกษุทรงไว้จึงต้อง มีอยู่อาบัติภิกษุไม่ทรงไว้จึงต้อง.
ว่าด้วยอุโบสถเป็นต้น
[๙๔๔] อุโบสถมี ๒ คืออุโบสถในวันสิบสี่ ๑ อุโบสถในวันสิบห้า ๑.
ปวารณามี ๒ คือ ปวารณาในวันสิบสี่ ๑ ปวารณาในวันสิบห้า ๑.
กรรมมี ๒ คือ อปโลกนกรรม ๑ ญัตติกรรม ๑. กรรมแม้อื่นอีกมี ๒ คือ ญัตติทุติยกรรม ๑ ญัตติจตุตถกรรม ๑.
วัตถุแห่งกรรมมี ๒ คือวัตถุแห่งอปโลกนกรรม ๑ วัตถุแห่งญัตติกรรม ๑. วัตถุแห่งกรรมแม้อื่นอีกมี ๒ คือ วัตถุแห่งญัตติทุติยกรรม ๑ วัตถุแห่งญัตติจตุตถกรรม ๑.
โทษแห่งกรรมมี ๒ คือ โทษแห่งอปโลกนกรรม ๑ โทษแห่งญัตติกรรม ๑. โทษแห่งกรรมแม้อื่นอีกมี ๒ คือ โทษแห่งญัตติทุติยกรรม ๑ โทษแห่งญัตติจตุตถกรรม ๑.
สมบัติแห่งกรรมมี ๒ คือ สมบัติแห่งอปโลกนกรรม ๑ สมบัติแห่งญัตติกรรม ๑. สมบัติแห่งกรรมแม้อื่นอีกมี ๒ คือ สมบัติแห่งญัตติทุติยกรรม ๑ สมบัติแห่งญัตติจตุตถกรรม ๑.
ภูมิของภิกษุนานาสังวาสมี ๒ คือ ตนเองทำตนให้มีสังวาสต่างกัน ๑ สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันยกภิกษุนั้นเสีย เพราะไม่เห็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิ ๑.
ภูมิของภิกษุสมานสังวาสมี ๒ คือ ตนเองทำตนให้มีสังวาสเสมอกัน ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันเรียกภิกษุนั้นผู้ถูกยกวัตร เพราะไม่เห็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิ เข้าหมู่ ๑.
ว่าด้วยปาราชิกเป็นต้น
[๙๔๕] ปาราชิกมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑.
สังฆาทิเสสมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑.
ถุลลัจจัยมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑.
ปาจิตตีย์มี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑.
ปาฏิเทสนียะมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑.
ทุกกฏมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑.
ทุพภาสิตมี ๒ คือ ของภิกษุ ๑ ของภิกษุณี ๑.
อาบัติของภิกษุมี ๗ ของภิกษุณีก็มี ๗.
กองอาบัติของภิกษุมี ๗ ของภิกษุณีก็มี ๗.
สงฆ์แตกกันด้วยอาการ ๒ คือ ด้วยกรรม ๑ ด้วยให้จับสลาก ๑.
ว่าด้วยบุคคล
[๙๔๖] บุคคล ๒ พวก สงฆ์ไม่พึงอุปสมบท คือ ผู้มีกาลบกพร่อง ๑ ผู้มีอวัยวะบกพร่อง ๑.
บุคคลแม้อื่นอีก ๒ พวก สงฆ์ไม่พึงอุปสมบท คือ ผู้มีวัตถุวิบัติ ๑ ผู้มีการกระทำเสียหาย ๑.
บุคคลแม้อื่นอีก ๒ พวก สงฆ์ไม่พึงอุปสมบท คือ ผู้ไม่บริบูรณ์ ๑ ผู้บริบูรณ์ แต่ไม่ขออุปสมบท ๑.
ไม่ควรอาศัยบุคคล ๒ พวกอยู่ คือ ผู้อลัชชี ๑ ผู้พาล ๑.
ไม่ควรให้นิสัย แก่บุคคล ๒ พวก คือ ผู้อลัชชี ๑ ผู้ลัชชีแต่ไม่ขอ ๑.
ควรให้นิสัย แก่บุคคล ๒ พวก คือ ผู้โง่ ๑ ผู้ลัชชีแต่ขอ ๑.
บุคคล ๒ พวก ไม่ควรต้องอาบัติ คือ พระพุทธเจ้า ๑ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑.
บุคคล ๒ พวก รวมต้องอาบัติ คือ ภิกษุ ๑ ภิกษุณี ๑.
บุคคล ๒ พวก ไม่ควรแกล้งต้องอาบัติ คือ ภิกษุชั้นอริยบุคคล ๑ ภิกษุณีชั้นอริยบุคคล ๑.
บุคคล ๒ พวก ควรแกล้งต้องอาบัติ คือ ภิกษุปุถุชน ๑ ภิกษุณีปุถุชน ๑.
บุคคล ๒ พวก ไม่ควรแกล้งประพฤติล่วงวัตถุเป็นไปกับด้วยโทษ คือ ภิกษุชั้นอริยบุคคล ๑ ภิกษุณีชั้นอริยบุคคล ๑.
บุคคล ๒ พวก ควรแกล้งประพฤติล่วงวัตถุเป็นไปกับด้วยโทษ คือ ภิกษุปุถุชน ๑ ภิกษุณีปุถุชน ๑.
ว่าด้วยคัดค้านเป็นต้น
[๙๔๗] การคัดค้านมี ๒ คือ คัดค้านด้วยกาย ๑ คัดค้านด้วยวาจา ๑.
การขับออกจากหมู่มี ๒ คือ มีอยู่ บุคคลยังไม่ถึงการขับออก ถ้าสงฆ์ขับบุคคลนั้นออก บางคนเป็นอันขับออกดีแล้ว ๑ บางคนเป็นอันขับออกไม่ดี ๑.
การเรียกเข้าหมู่มี ๒ คือ มีอยู่ บุคคลยังไม่ถึงการเรียกเข้าหมู่ ถ้าสงฆ์เรียกบุคคลนั้นเข้าหมู่ บางคนเป็นอันเรียกเข้าหมู่ดีแล้ว ๑ บางคนเป็นอันเรียกเข้าหมู่ไม่ดี ๑.
ปฏิญญามี ๒ คือ ปฏิญญาด้วยกาย ๑ ปฏิญญาด้วยวาจา ๑.
การรับมี ๒ คือ รับด้วยกาย ๑ รับด้วยของเนื่องด้วยกาย ๑.
การห้ามมี ๒ คือ ห้ามด้วยกาย ๑ ห้ามด้วยวาจา ๑.
การลบล้างมี ๒ คือ ลบล้างสิกขา ๑ ลบล้างโภคะ ๑.
โจทมี ๒ คือ โจทด้วยกาย ๑ โจทด้วยวาจา ๑.
ว่าด้วยความกังวลเป็นต้น
[๙๔๘] กฐินมีปลิโพธ ๒ คือ ปลิโพธในอาวาส ๑ ปลิโพธในจีวร ๑.
กฐินไม่มีปลิโพธ ๒ คือ ไม่มีปลิโพธในอาวาส ๑ ไม่มีปลิโพธในจีวร ๑.
จีวรมี ๒ คือ คหบดีจีวร ๑ บังสุกุลจีวร ๑.
บาตรมี ๒ คือ บาตรเหล็ก ๑ บาตรดิน ๑.
เชิงบาตรมี ๒ คือ เชิงบาตรทำด้วยดีบุก ๑ เชิงบาตรทำด้วยตะกั่ว ๑
อธิษฐานบาตรมี ๒ คือ อธิษฐานด้วยกาย ๑ อธิษฐานด้วยวาจา ๑.
อธิษฐานจีวรมี ๒ คือ อธิษฐานด้วยกาย ๑ อธิษฐานด้วยวาจา ๑.
วิกัปมี ๒ คือ วิกัปต่อหน้า ๑ วิกัปลับหลัง ๑.
วินัยมี ๒ คือ วินัยของภิกษุ ๑ วินัยของภิกษุณี ๑.
อรรถที่สำเร็จในวินัยมี ๒ คือ ข้อบัญญัติ ๑ ข้ออนุโลมบัญญัติ ๑.
วินัยมีความขัดเกลา ๒ คือ กำจัดสิ่งไม่ควรด้วยอริยมรรค ๑ ความทำพอประมาณในสิ่งที่ควร ๑ฯ
ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ ๒ อย่างเป็นต้น
[๙๔๙] ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๒ คือ ต้องด้วยกาย ๑ ต้องด้วยวาจา ๑.
ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการ ๒ คือ ออกด้วยกาย ๑ ออกด้วยวาจา ๑.
ปริวาสมี ๒ คือ ปฏิจฉันนปริวาส ๑ อัปปฏิจฉันนปริวาส ๑.
ปริวาสแม้อย่างอื่นมีอีก ๒ คือ สุทธันตปริวาส ๑ สโมธานปริวาส ๑.
มานัตมี ๒ คือ ปฏิจฉันนมานัต ๑ อัปปฏิจฉันนมานัต ๑.
มานัตแม้อย่างอื่นมีอีก ๒ คือ ปักขมานัต ๑ สโมธานมานัต ๑.
รัตติเฉทของบุคคล ๒ คือ ของปริวาสิกภิกษุ ๑ ของมานัตจาริกภิกษุ ๑.
ว่าด้วยไม่เอื้อเฟื้อเป็นต้น
[๙๕๐] ความไม่เอื้อเฟื้อมี ๒ คือ ไม่เอื้อเฟื้อต่อบุคคล ๑ ไม่เอื้อเฟื้อต่อธรรม ๑.
เกลือมี ๒ ชนิด คือ เกลือเกิดแต่กำเนิด ๑ เกลือแต่น้ำด่าง ๑.
เกลือแม้อื่นอีก ๒ ชนิด คือ เกลือทะเล ๑ เกลือดำ ๑.
เกลือแม้อื่นอีก ๒ ชนิด คือ เกลือสินเธาว์ ๑ เกลือดินโปร่ง ๑.
เกลือแม้อื่นอีก ๒ ชนิด คือ เกลือโรมกะ ๑ เกลือปักขัลลกะ ๑.
บริโภคมี ๒ คือ บริโภคภายใน ๑ บริโภคภายนอก ๑.
ด่ามี ๒ คือ ด่าอย่างคนเลว ๑ ด่าอย่างผู้ดี ๑.
ส่อเสียดด้วยอาการ ๒ คือ เพื่อทำตนให้เป็นที่รัก ๑ เพื่อมุ่งทำลาย ๑.
ภิกษุร่วมฉันเป็นหมู่ด้วยอาการ ๒ คือ เพราะเขานิมนต์ ๑ เพราะขอเขา ๑.
วันเข้าพรรษามี ๒ คือ วันเข้าพรรษาต้น ๑ วันเข้าพรรษาหลัง ๑.
งดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมี ๒ งดปาติโมกข์เป็นธรรมมี ๒ ฯ
ว่าด้วยบุคคลพาลและบัณฑิต
[๙๕๑] บุคคลพาลมี ๒ คือ ผู้รับภาระที่ยังไม่มาถึง ๑ ผู้ไม่รับภาระที่มาถึงแล้ว ๑
บุคคลบัณฑิตมี ๒ คือ ผู้ไม่รับภาระที่ยังไม่มาถึง ๑ ผู้รับภาระที่มาถึงแล้ว ๑
บุคคลพาลแม้อื่นอีก ๒ คือ ผู้สำคัญว่าควรในสิ่งที่ไม่ควร ๑ ผู้สำคัญว่าไม่ควรในสิ่งที่ควร ๑
บุคคลบัณฑิตมี ๒ คือ ผู้สำคัญว่าไม่ควรในสิ่งที่ไม่ควร ๑ ผู้สำคัญว่าควรในสิ่งควร ๑
บุคคลพาลแม้อื่นอีก ๒ คือ ผู้สำคัญในอนาบัติว่าเป็นอาบัติ ๑ ผู้สำคัญในอาบัติว่าเป็นอนาบัติ ๑
บุคคลบัณฑิตมี ๒ คือ ผู้สำคัญในอาบัติว่าเป็นอาบัติ ๑ ผู้สำคัญในอนาบัติว่าเป็นอนาบัติ ๑
บุคคลพาลแม้อื่นอีก ๒ คือ ผู้สำคัญในอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ ผู้สำคัญในธรรมว่าเป็นอธรรม ๑
บุคคลบัณฑิตมี ๒ คือ ผู้สำคัญในอธรรมว่าเป็นอธรรม ๑ ผู้สำคัญในธรรมว่าเป็นธรรม ๑
บุคคลพาลแม้อื่นอีก ๒ คือ ผู้สำคัญในสภาพมิใช่วินัยว่าเป็นวินัย ๑ ผู้สำคัญในวินัยว่าสภาพมิใช่วินัย ๑
บุคคลบัณฑิตมี ๒ คือ ผู้สำคัญในสภาพมิใช่วินัยว่าสภาพมิใช่วินัย ๑ ผู้สำคัญในวินัยว่าวินัย ๑ ฯ
ว่าด้วยอาสวะ
[๙๕๒] อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคล ๒ พวก คือ ผู้ประพฤติรังเกียจสิ่งที่ไม่ควรประพฤติรังเกียจ ๑ ผู้ไม่ประพฤติรังเกียจสิ่งที่ควรประพฤติรังเกียจ ๑.
อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ พวก คือ ผู้ไม่ประพฤติรังเกียจสิ่งที่ไม่ควรประพฤติรังเกียจ ๑ ผู้ประพฤติรังเกียจสิ่งที่ควรประพฤติรังเกียจ ๑.
อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ พวก คือ ผู้สำคัญในสิ่งไม่ควรว่าควร ๑ ผู้สำคัญในสิ่งที่ควรว่าไม่ควร ๑.
อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ พวก คือ ผู้สำคัญในสิ่งไม่ควรว่าไม่ควร ๑ ผู้สำคัญในสิ่งที่ควรว่าควร ๑.
อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ พวก คือ ผู้สำคัญในอนาบัติว่าเป็นอาบัติ ๑ ผู้สำคัญในอาบัติว่าเป็นอนาบัติ ๑.
อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ พวก คือ ผู้สำคัญในอาบัติว่าเป็นอนาบัติ ๑ ผู้สำคัญในอาบัติว่าเป็นอาบัติ ๑.
อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ พวก คือ ผู้สำคัญในอธรรมว่าเป็นธรรม ๑ ผู้สำคัญในธรรมว่าเป็นอธรรม ๑.
อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ พวก คือ ผู้สำคัญในอธรรมว่าเป็นอธรรม ๑ ผู้สำคัญในธรรมว่าเป็นธรรม ๑.
อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ พวก คือ ผู้สำคัญในสภาพมิใช่วินัยว่าวินัย ๑ ผู้สำคัญในวินัยว่าสภาพมิใช่วินัย ๑.
อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ พวก คือ ผู้สำคัญในสภาพมิใช่วินัยว่าสภาพมิใช่วินัย ๑ ผู้สำคัญในวินัยว่าวินัย ๑.
หมวด ๒ จบ.
-------------------------------
หัวข้อประจำหมวด
[๙๕๓] สัญญา ๑ ศรัทธา ๑ สัทธรรม ๑ บริขาร ๑ บุคคล ๑ จริง ๑ ภูมิ ๑
ออกไป ๑ ถือเอา ๑ สมาทาน ๑ ทำ ๑ ให้ ๑ รับ ๑ บริโภค ๑ กลางคืน ๑ อรุณ ๑ ตัด ๑
ปกปิด ๑ ทรงไว้ ๑ อุโบสถ ๑ ปวารณา ๑ กรรม ๑ กรรมอื่นอีก ๑ วัตถุ ๑ วัตถุอื่นอีก ๑
โทษ ๑ โทษอื่นอีก ๑ สมบัติสองอย่าง ๑ นานาสังวาสก์ ๑ สมานสังวาสก์ ปาราชิก ๑
สังฆาทิเสส ๑ ถุลลัจจัย ๑ ปาจิตตีย์ ๑ ปาฏิเทสนียะ ๑ ทุกกฏ ๑ ทุพภาสิต ๑ อาบัติเจ็ด ๑
กองอาบัติเจ็ด ๑ สงฆ์แตกกัน ๑ อุปสมบท ๑ อุปสมบทอีกสอง ๑ ไม่อาศัยอยู่ ๑ ไม่ให้ ๑
อภัพบุคคล ๑ ภัพบุคคล ๑ แกล้ง ๑ มีโทษ ๑ คัดค้าน ๑ ขับออกจากหมู่ ๑ เรียกเข้าหมู่ ๑
ปฏิญญา ๑ รับ ๑ ห้าม ๑ ลบล้าง ๑ โจท ๑ กฐิน ๒ อย่าง ๑ จีวร ๑ บาตร ๑ เชิงบาตร ๑
อธิษฐาน ๒ อย่าง ๑ วิกัป ๑ วินัย ๑ อรรถที่สำเร็จในวินัย ๑ ความขัดเกลา ๑ ต้อง ๑
ออก ๑ ปริวาส ๒ อย่าง ๑ มานัต ๒ อย่าง ๑ รัตติเฉท ๑ ไม่เอื้อเฟื้อ ๑ เกลือ ๒
ชนิด ๑ เกลืออื่นอีก ๓ ชนิด ๑ บริโภค ๑ ด่า ๑ ส่อเสียด ๑ ฉันหมู่ ๑ วันจำพรรษา ๑
งดปาติโมกข์ ๑ ภาระ ๑ สมควร ๑ อนาบัติ ๑ อธรรม ๑ วินัย ๑ อาสวะ ๑.
หัวข้อประจำหมวด จบ
----------------------------



