
| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๕๗. ดูกรมาคัณฑิยะ กามทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้ในอดีตกาลก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความร้อนยิ่งใหญ่ และมีความเร่าร้อนมาก ถึงในอนาคตกาล กามทั้งหลายก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความร้อนยิ่งใหญ่และมีความเร่าร้อนมาก แม้ในปัจจุบันเดี๋ยวนี้ กามทั้งหลายก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความร้อนยิ่งใหญ่ และมีความเร่าร้อนมาก สัตว์เหล่านี้เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม ถูกกามตัณหาเคี้ยวกินอยู่ ถูกความเร่าร้อนเกิดขึ้นเพราะปรารถนากามเผาอยู่ มีอินทรีย์อันโทษกำจัดแล้ว กลับได้ความสำคัญผิดในกาม อันมีสัมผัสเป็นทุกข์นั้นแลว่าเป็นสุขไป (๑๙/๓๒๒-๓๒๓ มาคัณฑิยสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับมาคัณฑิยปริพาชก) |
|
๕๘. ดูกรอัคคิเวสสนะ พระราชกุมารจะพึงได้ความข้อนั้นในภาษิตของเธอนี้แต่ที่ไหน ข้อที่ความข้อนั้นเขารู้ เขาเห็น เขาบรรลุ เขาทำให้แจ้งกันได้ด้วยเนกขัมมะ แต่พระราชกุมารชยเสนะยังอยู่ท่ามกลางกาม ยังบริโภคกาม ถูกกามวิตกกิน ถูกความเร่าร้อนเพราะกามเผา ยังขวนขวายในการแสวงหากาม จักทรงรู้หรือจักทรงเห็น หรือจักทรงทำให้แจ้งความข้อนั้นได้ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ (๒๑/๓๒๕ ทันตภูมิสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระสมณุทเทสอจิรวตะ) |
|
๕๙. หญิงแพศยาผู้ประดับประดาร่างกาย ยืนประคองอัญชลีอยู่ข้างหน้า กล่าวเล้าโลมเราด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวานว่า ท่านเป็นบรรพชิตหนุ่ม ขอจงเชื่อฟังคำของดิฉัน ขอเชิญท่านสึกออกมาบริโภคกามอันเป็นของมนุษย์เถิด ดิฉันจักมอบทรัพย์สมบัติอันให้เกิดความปลื้มใจแก่ท่าน ดิฉันขอให้สัจปฏิญาณแก่ท่านว่า ดิฉันจักเป็นภรรยาปฏิบัติท่านเหมือนพราหมณ์บูชาไฟ ฉะนั้น เมื่อใดเราทั้งสองเฒ่าจนถึงถือไม้เท้า เมื่อนั้น เราทั้งสองจึงค่อยบวช เราทั้งสองถือเอาชัยในโลกทั้งสองก่อนเถิด เราเห็นหญิงแพศยาคนนั้น ผู้ตบแต่งร่างกายนุ่งห่มผ้าใหม่อันงามดี มาทำอัญชลี พูดจาเล้าโลมเรา เหมือนกับบ่วงมัจจุราชอันธรรมชาติดักไว้ (๔๑/๔๘๑ สุนทรสมุททเถรคาถา) |
|
๖๐. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามไม่เที่ยง เป็นของว่างเปล่า เลือนหายไปเป็นธรรมดา ลักษณะของกามดังนี้ ได้ทำความล่อลวง เป็นที่บ่นถึงของคนพาล กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้งสอง ๒ อย่างนี้ เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นแดนแห่งมาร เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นที่หากินของมาร ในกามนี้ ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้เกิดที่ใจ คือ อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง เป็นไป กามนั่นเองย่อมเกิดเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ (๒๑/๘๖ อาเนญชสัปปายสูตร) |
|
๖๑. ดูกรคฤหบดี อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เปรียบด้วยร่างกระดูก... เปรียบด้วยชิ้นเนื้อ... เปรียบด้วยคบเพลิงหญ้า... เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง... เปรียบด้วยความฝัน... เปรียบด้วยของยืม... เปรียบด้วยผลไม้มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง ครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว อาศัยความเป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิส โดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้ (๑๙/๕๔-๖๐ โปตลิยสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับโปตลิยคฤหบดี) |
|
๖๒. ดูกรอุทายี กามคุณห้าเหล่านี้ กามคุณห้าเป็นไฉน คือ รูปอันพึงรู้แจ้งด้วยจักษุที่สัตว์ปรารถนา น่ารักใคร่ชอบใจ เป็นสิ่งที่น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เสียงอันพึงรู้แจ้งด้วยโสด... กลิ่นอันพึงรู้แจ้งด้วยฆานะ... รสอันพึงรู้แจ้งด้วยชิวหา... โผฏฐัพพะอันพึงรู้แจ้งด้วยกาย สัตว์ปรารถนารักใคร่ชอบใจ เป็นสิ่งน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด กามคุณห้านี้แล ดูกรอุทายี ความสุขโสมนัสที่เกิดเพราะอาศัยกามคุณห้านี้ เรากล่าวว่ากามสุข ความสุขไม่สะอาด ความสุขของปุถุชน ไม่ใช่สุขของพระอริยะ อันบุคคลไม่ควรเสพ ไม่ควรให้เกิดมี ไม่ควรทำให้มาก ควรกลัวแต่สุขนั้น (๑๙/๒๒๕-๒๒๖ ลฑุกิโกปมสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอุทายี) |
|
๖๓. ดูกรวาเสฏฐะ กามคุณ ๕ เหล่านี้ ในวินัยของพระอริยเจ้า เรียกว่าขื่อคาบ้าง เรียกว่าเครื่องจองจำบ้าง (๑๔/๕๖๙ เตวิชชสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับวาเสฏฐมานพ) |
หมวดถัดไป ๔.๖ หมวดตัณหา
กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

