
| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๑. กามทั้งหลายมีความพอใจน้อย ทุกข์อื่นยิ่งกว่ากามไม่มี ชนเหล่าใดส้องเสพกามทั้งหลาย ชนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรก เหมือนดาบที่ลับคมดีแล้วเชือด เหมือนกระบี่ที่ขัดดีแล้วแทง เหมือนหอกที่พุ่งปักอก (เจ็บปานใด) กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น หลุมถ่านเพลิงลุกโพลงแล้ว ลึกกว่าชั่วบุรุษ ผาลที่เผาร้อนอยู่ตลอดวัน (ร้อนปานใด) กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น เหมือนยาพิษชนิดร้ายแรง น้ำมันที่เดือดพล่าน ทองแดงที่กำลังละลายคว้าง (ร้อนปานใด) กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น (๔๓/๔๕๕ ปานียชาดก) |
|
๒. กามทั้งหลายเป็นศัตรู เป็นผู้ฆ่า เป็นข้าศึก เป็นดุจลูกศร เป็นเครื่องจองจำ เป็นดุจเพชฌฆาต อุปมาด้วยกองไฟ เป็นทุกข์ กามนี้เป็นของไม่บริสุทธิ์ มีภัย เป็นไปกับด้วยความคับแค้น เป็นเสี้ยนหนาม เป็นเหตุให้กำหนัด ไม่เรียบร้อย มีกังวลมาก เป็นทางแห่งความลุ่มหลงใหญ่ เป็นเหตุให้ขัดข้อง และเป็นของน่ากลัวพิลึก เปรียบด้วยหัวงูเห่า ปุถุชนผู้โง่เขลามืดมนเหล่าใด ย่อมเพลิดเพลินต่อกามเหล่านั้น ปุถุชนเหล่านั้นเป็นอันมาก ข้องอยู่แล้วด้วยเครื่องข้องคือกาม ก็ไม่รู้สึกในโลก ย่อมไม่รู้จักความสิ้นสุดแห่งความเกิดและความตาย มนุษย์เป็นอันมากพากันดำเนินไปตามทางเป็นที่ไปสู่ทุคติ นำโรคมาให้แก่ตน ล้วนแต่มีกามเป็นเหตุ กามทั้งหลายเป็นเหตุให้เกิดข้าศึกศัตรู เดือดร้อน นำมาซึ่งความเศร้าหมอง เป็นเหยื่อในโลก เป็นเครื่องจองจำ เกี่ยวเนื่องด้วยความตาย กามทั้งหลายเป็นเหตุให้บ้า ให้บ่นเพ้อ ให้จิตมัวเมา เป็นของอันมารดักไว้ เพื่อความพินาศของหมู่สัตว์เร็วพลัน กามทั้งหลายมีโทษหาที่สุดไม่ได้ มีทุกข์มาก มีพิษมาก มีความพอใจน้อย เป็นบ่อเกิดแห่งการรบราฆ่าฟันกัน เป็นเหตุให้ธรรมฝ่ายขาวเหือดแห้งไป (๔๑/๗๒๗-๗๒๙ สุภากัมมารธีตาเถรีคาถา) |
|
๓. กามทั้งหลายเปรียบด้วยดาบและหลาว เหมือนหัวงูเห่า เปรียบดังคบเพลิงเผาอยู่เนืองๆ เหมือนร่างกระดูก กามทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก เหมือนงูที่มีพิษมาก เหมือนก้อนเหล็กอันไฟติดทั่ว เป็นรากเง่าแห่งทุกข์ มีทุกข์เป็นผล กามทั้งหลายเปรียบเหมือนผลไม้อันเป็นพิษ เหมือนชิ้นเนื้อ นำมาซึ่งทุกข์ กามทั้งหลายเปรียบเหมือนความฝัน เป็นของหลอกลวง เหมือนของที่ยืมเขามา เปรียบด้วยหอกและหลาว เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นความทุกข์ยาก เป็นความลำบาก เช่นดังหลุมถ่านเพลิง เป็นรากเง่าแห่งความทุกข์ เป็นภัย เป็นนายเพชฌฆาต กามทั้งหลาย บัณฑิตกล่าวว่ามีทุกข์มาก มีอันตรายมากอย่างนี้ (๔๑/๗๕๕-๗๕๖ สุเมธาเถรีคาถา) |
|
๔. กามทั้งหลายเป็นของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น มีหนามเป็นอันมาก กามทั้งหลายเปรียบดังหอกและหลาว เป็นของครอบงำขันธ์ทั้งหลายไว้ (๔๑/๗๐๒-๗๐๓ อุบลวัณณาเถรีคาถา) |
|
๕. กามทั้งหลายในหมู่มนุษย์ ที่เป็นของเที่ยงย่อมไม่มี บุรุษผู้เกี่ยวข้องแล้ว ผู้ประมาทแล้ว ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ทั้งหลาย อันมีอยู่ในหมู่มนุษย์นี้ ไม่มาถึงนิพพานเป็นที่ไม่กลับมาแต่วัฏฏะ เป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ เบญจขันธ์เกิดแต่ฉันทะ ทุกข์ก็เกิดแต่ฉันทะ เพราะกำจัดฉันทะเสีย จึงกำจัดเบญจขันธ์ได้ เพราะกำจัดเบญจขันธ์ได้ จึงกำจัดทุกข์ได้ อารมณ์อันงามทั้งหลายในโลกไม่เป็นกาม ความกำหนัดที่พร้อมไปด้วยความดำริเป็นกามของบุรุษ อารมณ์อันงามทั้งหลายย่อมตั้งอยู่ในโลกอย่างนั้นนั่นแหละ บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย ย่อมกำจัดฉันทะในอารมณ์ทั้งหลายนั้นโดยแท้ บุคคลพึงละความโกรธเสีย พึงทิ้งมานะเสีย พึงล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสีย ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกถึงบุคคลนั้น ผู้ไม่เกี่ยวข้องในนามรูป ผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล (๒๓/๔๑-๔๒ นสันติสูตร) |
|
๖. กามทั้งหลายเป็นดังเปือกตม เป็นเครื่องให้จมลง และเป็นเครื่องนำไปซึ่งน้ำใจสัตว์ ข้ามยาก เป็นที่ตั้งแห่งมฤตยู สัตว์ทั้งหลายผู้ข้องอยู่ในกามอันเป็นดังเปือกตม เป็นเครื่องให้จมลงนี้ เป็นสัตว์มีจิตเลวทราม ย่อมข้ามถึงฝั่งไม่ได้ (๔๓/๖๗๘ หัตถิปาลชาดก) |
|
๗. กามเป็นทุกข์ กามไม่เป็นสุขเลย ผู้ใดใคร่กาม ผู้นั้นชื่อว่าใคร่ทุกข์ ผู้ใดไม่ใคร่กาม ผู้นั้นชื่อว่าไม่ใคร่ทุกข์ (๔๑/๓๙๖ เอรกเถรคาถา) |
|
๘. กามทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์ มีผลเผ็ดร้อน เป็นภัยใหญ่หลวง เราจักมีใจมุ่งนิพพานเท่านั้น (๔๑/๖๑๓ ตาลปุฏเถรคาถา) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๙. กามทั้งหลายเหมือนสวะ กามทั้งหลายเหมือนหล่ม อนึ่ง กามนี้นักปราชญ์กล่าวว่าเป็นภัยใหญ่หลวง มั่นคง ไม่หวั่นไหว กามเป็นธุลีและเป็นควัน จงละกามออกบวชเสียเถิด (๔๒/๒๖๘ ทรีมุขชาดก) |
|
๑๐. กามให้ความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามนี้ยิ่ง (๑๗/๑๙๙ จูฬทุกขักขันธสูตร) |
|
๑๑. กามสุขในโลกและทิพยสุข ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ (ที่จำแนกออก ๑๖ หน) แห่งสุข คือ ความสิ้นตัณหา (๓๘/๑๑๖ ราชสูตร) |
|
๑๒. ภัย ทุกข์ โรค หัวฝี ลูกศร ความข้อง เปือกตม และการอยู่ในครรภ์ นี้เรียกว่ากาม เป็นที่ปุถุชนข้องอยู่แล้ว อันกามสุขครอบงำแล้ว ย่อมไปเพื่อเกิดในครรภ์อีก ก็เพราะภิกษุมีความเพียร ยินดีด้วยสัมปชัญญะ ภิกษุเห็นปานนี้นั้น ก้าวล่วงทางหมุนเวียนที่ข้ามได้ยากนี้ได้แล้ว ย่อมพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงชาติและชรา ดิ้นรนอยู่ (๓๕/๓๖๔ ภยสูตร) |
|
๑๓. เราเรียก ภัย ทุกข์ โรค และสิ่งทั้ง ๒ คือ เครื่องขัดข้อง เปือกตม ว่าเป็นกาม เป็นที่ข้องของปุถุชน เพราะเห็นภัยในการยึดถือซึ่งเป็นแดนเกิดของชาติและมรณะ ชนทั้งหลาย จึงหลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น ดำเนินไปในนิพพาน อันเป็นที่สิ้นชาติและมรณะ ชนเหล่านั้น ถึงแดนเกษม มีสุข ดับสนิทในปัจจุบัน ผ่านพ้นเวรและภัย ล่วงทุกข์ทั้งปวง (๓๔/๔๖๔-๔๖๕ ภยสูตร) |
|
๑๔. ก็กามทั้งหลายงามวิจิตร มีรสอร่อย เป็นที่รื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิตด้วยรูปแปลกๆ บุคคลเห็นโทษในกามคุณทั้งหลายแล้ว พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรด (๓๙/๔๕๙ ขัคควิสาณสูตร) |
|
๑๕. ดูกรกาม เราเห็นรากฐานของท่านแล้วว่า ท่านย่อมเกิดเพราะความดำริ เราจักไม่ดำริถึงท่าน ท่านจักไม่มีอย่างนี้ (๔๖/๓ กามสุตตนิเทส) |
|
๑๖. ดูกรกาม เราได้เห็นมูลรากของเจ้าแล้ว เจ้าเกิดจากความดำริ เราจักไม่ดำริถึงเจ้าอีกละ เจ้าจักไม่เกิดด้วยอาการอย่างนี้ กามแม้น้อยก็ไม่พอแก่มหาชน มหาชนย่อมไม่อิ่มด้วยกามแม้มาก น่าสลดใจที่พวกคนพาลพากันบ่นว่า รูป เสียงเหล่านี้จงมีแก่เรา กุลบุตรผู้ประกอบความเพียร พึงเว้นให้ขาดเถิด (๔๒/๓๕๑-๓๕๒ คังคมาลชาดก) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๑๗. ดูกรกาม เราประพฤติพรหมจรรย์เพื่อฆ่าท่าน บัดนี้ เราไม่เป็นหนี้ท่านอีก บัดนี้ เราไปถึงนิพพาน อันเป็นสถานที่บุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก (๔๑/๔๑๑ โคตมเถรคาถา) |
|
๑๘. คนทั้งหลายต่างผิดใจต่อกันและกัน กระทำความบาดหมางทะเลาะวิวาทกันเป็นอันมาก การฆ่ากัน การถูกจองจำ การถูกลงโทษมีการตัดมือและเท้า เป็นต้น ความเสื่อมเสีย ความเศร้าโศกร่ำไร ความฉิบหายวอดวายเป็นอันมาก ย่อมปรากฏแก่บุคคลผู้ติดเนื่องอยู่ในกามทั้งหลาย (๔๑/๗๒๗ สุภากัมมารธีตาเถรีคาถา) |
|
๑๙. สัตว์ทั้งหลายข้องแล้วในกาม ข้องแล้วด้วยกามและธรรมเป็นเครื่องข้อง ไม่เห็นโทษในสังโยชน์ ข้องแล้วด้วยธรรมเป็นเครื่องข้องคือสังโยชน์ พึงข้ามโอฆะอันกว้างใหญ่ไม่ได้เลย (๓๘/๒๕๐ กามสูตร) |
|
๒๐. สัตว์ทั้งหลายผู้มืดมนเพราะกาม ถูกตัณหาซึ่งเป็นดุจข่ายปกคลุมไว้แล้ว ถูกเครื่องมุง คือ ตัณหาปกปิดไว้แล้ว ถูกกิเลสมารและเทวปุตตมารผูกพันไว้แล้ว ย่อมไปสู่ชราและมรณะ เหมือนปลาที่ปากไซ เหมือนลูกโคที่ยังดื่มนมไปตามแม่โค ฉะนั้น (๓๘/๒๕๑ กามสูตร) |
|
๒๑. เมื่อสัตว์นั้นปรารถนากามอยู่ เมื่อสัตว์มีฉันทะเกิดแล้ว ถ้ากามเหล่านั้นเสื่อมไป สัตว์นั้นย่อมกระสับกระส่าย เหมือนสัตว์ที่ถูกลูกศรแทงเข้าแล้ว (๔๖/๕ กามสุตตนิเทส) |
|
๒๒. เพราะกามนั้นแล สัตว์ทั้งหลาย จึงถูกประหาร ถูกจองจำ เพราะกามทั้งหลาย ทุกข์และภัยจึงเกิด เพราะกามทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายจึงประมาทลุ่มหลงกระทำกรรมอันเป็นบาป สัตว์เหล่านั้นมีบาปจึงประสบบาปกรรม เมื่อตายแล้วย่อมไปสู่นรก (๔๓/๕๕๔-๕๕๕ ภิสชาดก) |
|
๒๓. สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้กำหนัดกล้าในโภคทรัพย์ที่น่าใคร่ มักมากหลงใหลในกามคุณ ย่อมไม่รู้สึกการล่วงเกิน เหมือนพวกปลากำลังเข้าไปสู่เครื่องดัก ซึ่งอ้าดักอยู่ ฉะนั้น ผลอันเผ็ดร้อนย่อมมีแก่สัตว์พวกนั้นในภายหลัง เพราะว่ากรรมเช่นนั้นมีวิบากเลวทราม (๒๓/๑๔๗ อรรถกรณสูตร) |
|
๒๔. ความอิ่มในกามทั้งหลายย่อมไม่มี กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก บัณฑิตรู้ชัดอย่างนี้ พระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมไม่ปรารถนาความยินดีในกามทั้งหลายที่เป็นทิพย์ เป็นผู้ยินดีแต่ความสิ้นไปแห่งตัณหาโดยแท้ (๔๒/๑๓๕ มันธาตุราชชาดก) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๒๕. นักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูกซึ่งเกิดแต่เหล็ก เกิดแต่ไม้ และเกิดแต่หญ้าปล้องว่ามั่นไม่ สัตว์ผู้กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้วในแก้วมณีและแก้วกุณฑลทั้งหลาย และความห่วงใยในบุตรและภริยา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวเครื่องผูกอันหน่วงลง อันหย่อน อันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก นั้นว่ามั่น นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ละกามสุขแล้ว ย่อมเว้นรอบ (๓๘/๘๐-๘๑ คาถาธรรมบท) |
|
๒๖. ภพถึงแม้เป็นทิพย์ก็เป็นของไม่ยั่งยืน จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามทั้งหลายอันเป็นของเปล่า มีความยินดี มีความคับแค้นมาก กามทั้งหลายเผ็ดร้อน เปรียบด้วยอสรพิษ เป็นที่ทำให้คนพาลหลงหมกมุ่นอยู่ คนพาลเหล่านั้นต้องถึงทุุกข์ เดือดร้อน ยัดเยียดอยู่ในนรกตลอดกาลนาน และเป็นเหตุทำคนพาลผู้มีความรู้ชั่ว ไม่สำรวมด้วยกาย วาจา และใจ ทำความชั่วต่างๆ ย่อมเศร้าโศกในอบายในกาลทุกเมื่อ เป็นเหตุให้คนพาล ผู้มีปัญญาทราม ไม่มีความคิด ยินดีแล้วในทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่รู้จักธรรมอันพระอริยเจ้าแสดงอยู่ ทั้งไม่รู้จักอริยสัจ (๔๑/๗๔๘-๗๔๙ สุเมธาเถรีคาถา) |
|
๒๗. สัตว์ทั้งหลายเป็นดังคนตาบอด เพราะเป็นผู้ไม่เห็นโทษในกาม ถูกข่ายคือตัณหาปกคลุมแล้ว ถูกหลังคาคือตัณหาปกปิดแล้ว ถูกมารผูกแล้วด้วยเครื่องผูกคือความประมาท เหมือนปลาในปากลอบ (๔๑/๔๔๘-๔๔๙ ราหุลเถรคาถา) |
|
๒๘. เราเห็นมนุษย์ทั้งหลายในโลก ที่เป็นผู้มีทรัพย์ ได้ทรัพย์แล้วย่อมไม่ให้เพราะความหลง โลภแล้วย่อมทำการสั่งสมทรัพย์ และยังปรารถนากามทั้งหลายยิ่งขึ้นไป พระราชาและมนุษย์เหล่าอื่นเป็นอันมาก ยังไม่สิ้นความทะเยอทะยาน ย่อมเข้าถึงความตาย เป็นผู้พร่องอยู่ ละร่างกายไปแท้ ความอิ่มด้วยกามย่อมไม่มีในโลกเลย (๒๐/๔๖๙-๔๗๐ รัฐปาลสูตร) |
|
๒๙. นรชนผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย ถูกกิเลสเป็นอันมากปกปิดไว้แล้ว ดำรงอยู่ด้วยอำนาจกิเลส มีราคะเป็นต้น หยั่งลงในกามคุณเครื่องทำจิตให้ลุ่มหลง นรชนเห็นปานนั้นแล เป็นผู้ไกลจากวิเวก เพราะว่ากามคุณทั้งหลายในโลก ไม่ใช่ละได้โดยง่ายเลย กามคุณทั้งหลายมีความปรารถนาเป็นเหตุ เนื่องด้วยความยินดีในภพ เปลื้องออกได้โดยยาก คนอื่นจะเปลื้องออกให้ไม่ได้เลย นรชนทั้งหลาย มุ่งหวังกามในอนาคตบ้าง ในอดีตบ้าง คร่ำครวญถึงกามเหล่านี้ที่เคยมีแล้วบ้าง อันตนเปลื้องเองได้ยาก และคนอื่นก็เปลื้องให้ไม่ได้ สัตว์เหล่านั้นยินดีขวนขวายลุ่มหลงอยู่ในกามทั้งหลาย ไม่เชื่อถือถ้อยคำของบัณฑิต มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ตั้งอยู่แล้วในธรรมอันไม่สงบ ถูกทุกข์ครอบงำแล้ว ย่อมรำพันอยู่ว่า เราจุติจากโลกนี้แล้ว จักเป็นอย่างไรหนอ เพราะเหตุนั้นแล สัตว์พึงศีกษาไตรสิกขาในศาสนานี้แหละ พึงรู้ว่าสิ่งอะไรๆ ในโลกไม่เป็นความสงบ ไม่พึงประพฤติความไม่สงบเพราะเหตุแห่งสิ่งนั้น (๓๙/๖๔๙-๖๕๐ คุหัฏฐกสูตร) |
|
๓๐. ความกำหนัดที่เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความดำริของบุรุษ ชื่อว่ากาม อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกไม่ชื่อว่ากาม ความกำหนัดที่เกิดขึ้นด้วยความสามารถแห่งความดำริของบุรุษ ชื่อว่ากาม อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกย่อมตั้งอยู่ตามสภาพของตน ส่วนว่าธีรชนทั้งหลาย ย่อมกำจัดความไม่พอใจในอารมณ์อันวิจิตรเหล่านั้น (๓๔/๖๐๖ นิพเพธิกสูตร) |
|
๓๑. ผู้ใดไม่รู้โทษในอนาคต มัวเสพกามอยู่ กามเหล่านั้น จะต้องล้างผลาญผู้นั้นในเวลาให้ผล (๔๒/๓๕ กิมปักกชาดก) |
|
๓๒. สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้กำหนัดกล้าในโภคทรัพย์ที่น่าใคร่ มักมากหลงใหลในกามคุณ ย่อมไม่รู้สึกการก้าวล่วง (ประพฤติผิดในสัตว์พวกอื่น) เหมือนพวกเนื้อไม่รู้สึกแร้วซึ่งโก่งดักไว้ ฉะนั้น ผลเผ็ดร้อนย่อมมีแก่สัตว์พวกนั้นในภายหลัง เพราะว่ากรรมเช่นนั้นมีวิบากเลวทราม (๒๓/๑๔๕ อัปปกสูตร) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๓๓. ความยินดีของบุคคลผู้อยู่ครองเรือนนี้แหละ เป็นเชือกเครื่องเหนี่ยวรั้งไว้ ธีรชนตัดเชือกนี้แล้ว หาความอาลัยไยดีมิได้ ละทิ้งกามสุขแล้วออกบวช (๔๒/๓๓๒ สุสีมชาดก) |
|
๓๔. ความทุกข์เพราะถูกเสียบหลาวนี้ก็ดี ความทุกข์ที่ถูกกาจิกเราก็ดี ก็ไม่เป็นความทุกข์ของเรา ความทุกข์ที่ว่าภรรยาของเราจะไม่ได้นุ่งห่มผ้าย้อมดอกคำเที่ยวเล่นมหรสพในเดือน ๑๒ นี้เป็นทุกข์ของเรา (๔๒/๖๑ บุปผรัตชาดก) |
|
๓๕. ไฟนี้ก็ไม่เผาเราให้เร่าร้อน แม้หลาวที่นายพรานแหเสี้ยมเป็นอย่างดีแล้ว ก็ไม่ยังความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่เรา แต่การที่นางปลาเข้าใจว่า เราไปหานางปลาตัวอื่นด้วยความยินดี อันนี้แหละจะเผาเราให้เร่าร้อน (๔๒/๑๐๔-๑๐๕ มัจฉชาดก) |
|
๓๖. ช่างทำรองเท้าหนังเลี้ยงชีพ เมื่อประกอบรองเท้าส่วนใด ควรเว้นก็เว้น เลือกเอาแค่ส่วนที่ดีๆ มาทำรองเท้าขายได้ราคาแล้ว ย่อมมีความสุข เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ละทิ้งส่วนแห่งกามเสีย ย่อมถึงความสุข ถ้าพึงปรารถนาความสุขทั้งปวง ก็พึงละกามทั้งปวงเสีย (๔ภ/๔๗๗ กามชาดก) |
|
๓๗. ชนเหล่าใดจะข้ามห้วงน้ำคือสงสารและสระ คือ ตัณหา ชนเหล่านั้นกระทำสะพาน คือ อริยมรรค ไม่แตะต้องเปือกตม คือ กามทั้งหลาย จึงข้ามสถานที่ลุ่มอันเต็มด้วยน้ำได้ (๓๘/๒๘๐ ปาฏลิคนิยสูตร) |
|
๓๘. พระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ในสถานที่ใด เป็นบ้านหรือป่าก็ตาม ที่ดอนหรือที่ลุ่มก็ตาม สถานที่นั้น เป็นภูมิสถานที่น่ารื่นรมย์ คนผู้แสวงหากามย่อมไม่ยินดีในป่าอันน่ารื่นรมย์เช่นใด ท่านผู้ปราศจากความกำหนัดจักยินดีในป่าอันน่ารื่นรมย์เช่นนั้น เพราะท่านเหล่านั้นไม่เป็นผู้แสวงหากาม (๔๑/๕๘๗ สารีปุตตเถรคาถา) |
|
๓๙. เรารู้เวลาตายไม่ได้โดยแท้ เวลาตายยังปกปิดอยู่ หาปรากฏไม่ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บริโภคกามแล้วเที่ยวภิกษา เวลากระทำสมณธรรมอย่าล่วงเลยเราไปเสีย (๔๒/๗๔ สมิทธิชาดก) |
|
๔๐. บุรุษถูกแทงด้วยหอก หรือถูกไฟไหม้ที่กระหม่อมแล้วรีบรักษา ฉันใด ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติเว้นรอบ เพื่อละความกำหนัดยินดีในกาม ฉันนั้น (๔๑/๓๗๕ ติสสเถรคาถา) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๔๑. พราหมณ์ผู้ดับกิเลสได้แล้ว อยู่สบายทุกเมื่อแล ผู้ใดไม่ติดอยู่ในกาม ผู้นั้นเป็นผู้เยือกเย็นหมดอุปธิ ตัดธรรมชาติเครื่องมาข้องเสียทุกอย่าง ปราบปรามความกระวนกระวายในหทัยได้ เข้าไปสงบแล้ว ถึงความสงบใจอยู่สบาย (๓๑/๒๒๐ หัตถกสูตร) |
|
๔๒. มุนีผู้มีถ้อยคำสงบ ไม่กำหนัดยินดี ไม่ติดอยู่ในกามและในโลก เหมือนดอกปทุม มีก้านเป็นหนาม เกิดในน้ำโคลนตม ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ และโคลนตม ส่วนชนเหล่าใดยึดถือกามสัญญาและทิฐิ ชนเหล่านั้นกระทบกระทั่งกันและกันเที่ยวไปอยู่ในโลก (๓๙/๖๖๙-๖๗๐ มาคันทิยสูตร) |
|
๔๓. พราหมณ์ผู้ดับกิเลสเสียได้แล้วไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย เป็นผู้เย็น ปราศจากอุปธิย่อมอยู่เป็นสุขเสมอไป ผู้ที่ตัดตัณหาเครื่องเกี่ยวข้องได้หมดแล้ว กำจัดความกระวนกระวายในใจเสียได้ เป็นผู้สงบอยู่เป็นสุข เพราะถึงสันติด้วยใจ (๒๔/๔๓๐ สุทัตสูตร) |
|
๔๔. ภิกษุใดมีกามาสวะสิ้นไปแล้ว สำรอกอวิชชาออกได้แล้ว และมีภวาสวะหมดสิ้นแล้ว ภิกษุนั้นพ้นวิเศษแล้ว หาอุปธิมิได้ ชนะมารพร้อมด้วยพาหนะแล้ว ย่อมทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด (๓๘/๓๖๑ อาสวสูตร) |
|
๔๕. ภิกษุใดข้ามเปือกตมคือกามได้แล้ว ย่ำยีหนามคือกามได้แล้ว ภิกษุนั้นบรรลุถึงความสิ้นโมหะ ย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะสุขและทุกข์ (๓๘/๑๔๒ นันทสูตร) |
|
๔๖. ภิกษุใดชนะหนาม คือ กาม ชนะการด่า การฆ่า และการจองจำได้แล้ว ภิกษุนั้นมั่นคง ไม่หวั่นไหวดุจภูเขา ภิกษุนั้นย่อมไม่หวั่นไหวในเพราะสุขและทุกข์ (๓๘/๑๔๘ ยโสชสูตร) |
|
๔๗. ภิกษุไม่กำหนัดยินดีในกามทั้งหลาย มีใจไม่ขุ่นมัว ฉลาดในธรรมทั้งปวง มีสติพึงเว้นรอบ (๓๙/๗๑๗ อชิตปัญหา) |
|
๔๘. ไม่พึงสั่งสมกามทั้งหลาย พึงเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ไม่มีความละโมภ บุรุษผู้มีปัญญาเปรียบด้วยมหาสมุทร ย่อมไม่เดือดร้อนด้วยกามทั้งหลาย (๔๓/๔๗๗ กามชาดก) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๔๙. ผู้ใดงดเว้นกามทั้งหลาย เหมือนอย่างบุคคลเว้นศรีษะงูด้วยเท้าของตน ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ย่อมก้าวล่วงตัณหาในโลกนี้ได้ นรชนใดย่อมยินดีกามเป็นอันมาก คือ นา ที่ดิน เงิน โค ม้า ทาส กรรมกร เหล่าสตรีและพวกพ้อง กิเลสทั้งหลายอันมีกำลังน้อย ย่อมครอบงำย่ำยีนรชนนั้นได้อันตรายทั้งหลายก็ย่อมย่ำยีนรชนนั้น แต่นั้นทุกข์ย่อมติดตามนรชนผู้ถูกตัณหาครอบงำ เหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรือที่แตกแล้ว ฉะนั้น เพราะฉะนั้น สัตว์พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ งดเว้นกามทั้งหลายเสีย สัตว์ละกามเหล่านั้นได้แล้ว พึงข้ามโอฆะได้เหมือนบุรุษวิดเรือแล้วพึงไปถึงฝั่ง ฉะนั้น (๓๙/๖๔๘-๖๔๙ กามสูตร) |
|
๕๐. ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในกามทั้งหลาย ยังไม่ปราศจากราคะ มีปรกติบริโภคกาม ชนเหล่านั้นแล ถูกตัณหาครอบงำแล้ว เข้าถึงชาติและชราบ่อยๆ ชื่อว่าไปตามกระแส เพราะฉะนั้น ธีรชนในโลกนี้ เป็นผู้มีสติตั้งมั่นแล้ว ไม่เสพกามและไม่ทำกรรมอันเป็นบาป แม้ประกอบด้วยทุกข์ก็ละกามได้ นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกบุคคลนั้นว่าไปทวนกระแส นรชนใดแล ละกิเลส ๕ ประการเสียได้ เป็นผู้มีการศึกษาสมบูรณ์ มีความไม่เสื่อมเป็นธรรมดา ถึงความเป็นผู้ชำนาญในจิต มีอินทรีย์ตั้งมั่นแล้ว นรชนนั้นแล นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกว่า ผู้มีตนตั้งอยู่แล้ว ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลและอกุศล อันบุคคลใดกำจัดหมดแล้ว ถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้ ไม่มีอยู่ บุคคลนั้นเป็นผู้จบเวท อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ถึงที่สุดแห่งโลก นักปราชญ์ทั้งหลาย เรียกว่าผู้ถึงฝั่ง (๓๒/๗-๘ อนุโสตสูตร) |
|
๕๑. บุรุษใดตกอยู่ในอำนาจแห่งอินทรีย์เพราะกาม บุรุษนั้นละโลกทั้งสองไปแล้ว ย่อมเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น แม้เมื่อยังเป็นอยู่ก็ย่อมซูบซีดไป ท่านไม่ควรเคลื่อนจากธรรม เพราะปรารถนากามทั้งหลาย (๔๒/๓๕๗ อินทริยชาดก) |
|
๕๒. วัตถุกามทั้งหลายฝังอยู่ในมนุษย์ บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นยาพิษ ฉะนั้น กามคุณนี้ชื่อว่าเป็นเหยื่อของสัตว์โลก และชื่อว่าเป็นเครื่องผูกมัดสัตว์โลกไว้ มฤตยูมีถ้ำคือร่างกายเป็นที่อยู่อาศัย บัณฑิตเหล่าใดมีความเร่าร้อน ย่อมละเว้นกามคุณเหล่านี้อันเป็นเครื่องบำรุงกิเลสเสียได้ในกาลทุกเมื่อ บัณฑิตเหล่านั้นนับว่าได้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้องในโลกแล้ว (๔๒/๒๕๐-๒๕๑ คุมพิยชาดก) |
|
๕๓. มนุษย์และสัตว์ผู้บริโภคกามเหล่าอื่น ซึ่งเป็นผู้ฉลาดในการบริโภคกาม ย่อมไม่ก้าวล่วงสงสาร อันมีความเป็นอย่างนี้และมีความเป็นอย่างอื่นไปได้ บัณฑิตพึงสละกามทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์เสียทั้งหมด บัณฑิตทั้งหลายตัดกระแสตัณหาในปิยรูปและสาตรูปที่บุคคลก้าวล่วงได้โดยยากได้แล้ว ย่อมปรินิพพานโดยไม่มีส่วนเหลือ ล่วงทุกข์ได้โดยไม่มีส่วนเหลือ บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นอริยสัจ ผู้ถึงเวท รู้แล้วโดยชอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ยิ่งซึ่งความสิ้นไปแห่งชาติ ย่อมไม่มาสูู่ภพใหม่ (๓๘/๔๑๗-๔๑๘ อุปปัตติสูตร) |
|
๕๔. ภิกษุเห็นโทษในกามทั้งหลายแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ มีตัณหาปราศไปแล้ว มีสติทุกเมื่อ พิจารณาเห็นธรรมแล้ว ดับกิเลสได้แล้ว ชื่อว่าผู้ยินดีในโลกนี้ ความหวั่นไหวทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นรู้ซึ่งส่วนทั้งสองแล้ว ไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลางด้วยปัญญา เรากล่าวสรรเสริญภิกษุนั้นว่า เป็นมหาบุรุษ ภิกษุนั้นล่วงตัณหาเครื่องร้อยรัดในโลกนี้เสียได้ (๓๙/๗๑๘ ติสสเมยเตยยมาณวกปัญหา) |
|
๕๕. ภูเขาทองคำล้วนมีสีสุก ถึงสองเท่าก็ยังไม่พอแก่บุคคลคนหนึ่ง บุคคลทราบดังนี้แล้ว พึงประพฤติสงบ ผู้ใดได้เห็นทุกข์มีกามเป็นเหตุแล้ว ไฉนผู้นั้นจะพึงน้อมใจไปในกามเล่า บุคคลทราบอุปธิว่า เป็นเครื่องข้องในโลกแล้ว พึงศึกษาเพื่อกำจัดอุปธินั้นเสีย (๒๓/๒๓๒ รัชชสูตร) |
|
๕๖. ดูกรมาคัณฑิยะ เปรียบเหมือนบุรุษโรคเรื้อน มีตัวเป็นแผล มีตัวสุก อันกิมิชาติบ่อนอยู่ เกาปากแผลอยู่ด้วยเล็บ ย่างกายให้ร้อนที่หลุมถ่านเพลิง ด้วยประการใดๆ ปากแผลเหล่านั้น ของบุรุษโรคเรื้อนนั้นเอง ยิ่งเป็นของไม่สะอาดขึ้น มีกลิ่นเหม็นขึ้นและเน่าขึ้นด้วยประการนั้นๆ และจะมีความเป็นของน่ายินดีน่าพอใจสักหน่อยหนึ่ง ก็คือปากแผลทั้งหลาย มีการเกาแผลเป็นเหตุเท่านั้น ฉันใด ดูกรมาคัณฑิยะ สัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้นแล ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม ถูกกามตัณหาเคี้ยวกินอยู่ ถูกความเร่าร้อนที่เกิดขึ้นเพราะปรารถนากามเผาอยู่ เสพกามอยู่ ดูกรมาคัณฑิยะ สัตว์ทั้งหลายผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม อันกามตัณหาเคี้ยวกินอยู่ ถูกความเร่าร้อนที่เกิดขึ้นเพราะกามเผาลนอยู่ เสพกามอยู่ ด้วยประการใดๆ กามตัณหาย่อมเจริญแก่สัตว์เหล่านั้น และสัตว์เหล่านั้นก็ถูกความเร่าร้อนที่เกิดขึ้นเพราะปรารถนากามเผาอยู่ ด้วยประการนั้นๆ และจะมีความเป็นของน่ายินดี น่าพอใจสักหน่อยหนึ่ง ก็เพราะอาศัยกามคุณทั้งห้าเท่านั้น (๑๙/๓๒๓ มาคัณฑิยสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับมาคัณฑิยปริพาชก) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๕๗. ดูกรมาคัณฑิยะ กามทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้ในอดีตกาลก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความร้อนยิ่งใหญ่ และมีความเร่าร้อนมาก ถึงในอนาคตกาล กามทั้งหลายก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความร้อนยิ่งใหญ่และมีความเร่าร้อนมาก แม้ในปัจจุบันเดี๋ยวนี้ กามทั้งหลายก็มีสัมผัสเป็นทุกข์ มีความร้อนยิ่งใหญ่ และมีความเร่าร้อนมาก สัตว์เหล่านี้เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในกาม ถูกกามตัณหาเคี้ยวกินอยู่ ถูกความเร่าร้อนเกิดขึ้นเพราะปรารถนากามเผาอยู่ มีอินทรีย์อันโทษกำจัดแล้ว กลับได้ความสำคัญผิดในกาม อันมีสัมผัสเป็นทุกข์นั้นแลว่าเป็นสุขไป (๑๙/๓๒๒-๓๒๓ มาคัณฑิยสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับมาคัณฑิยปริพาชก) |
|
๕๘. ดูกรอัคคิเวสสนะ พระราชกุมารจะพึงได้ความข้อนั้นในภาษิตของเธอนี้แต่ที่ไหน ข้อที่ความข้อนั้นเขารู้ เขาเห็น เขาบรรลุ เขาทำให้แจ้งกันได้ด้วยเนกขัมมะ แต่พระราชกุมารชยเสนะยังอยู่ท่ามกลางกาม ยังบริโภคกาม ถูกกามวิตกกิน ถูกความเร่าร้อนเพราะกามเผา ยังขวนขวายในการแสวงหากาม จักทรงรู้หรือจักทรงเห็น หรือจักทรงทำให้แจ้งความข้อนั้นได้ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ (๒๑/๓๒๕ ทันตภูมิสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระสมณุทเทสอจิรวตะ) |
|
๕๙. หญิงแพศยาผู้ประดับประดาร่างกาย ยืนประคองอัญชลีอยู่ข้างหน้า กล่าวเล้าโลมเราด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวานว่า ท่านเป็นบรรพชิตหนุ่ม ขอจงเชื่อฟังคำของดิฉัน ขอเชิญท่านสึกออกมาบริโภคกามอันเป็นของมนุษย์เถิด ดิฉันจักมอบทรัพย์สมบัติอันให้เกิดความปลื้มใจแก่ท่าน ดิฉันขอให้สัจปฏิญาณแก่ท่านว่า ดิฉันจักเป็นภรรยาปฏิบัติท่านเหมือนพราหมณ์บูชาไฟ ฉะนั้น เมื่อใดเราทั้งสองเฒ่าจนถึงถือไม้เท้า เมื่อนั้น เราทั้งสองจึงค่อยบวช เราทั้งสองถือเอาชัยในโลกทั้งสองก่อนเถิด เราเห็นหญิงแพศยาคนนั้น ผู้ตบแต่งร่างกายนุ่งห่มผ้าใหม่อันงามดี มาทำอัญชลี พูดจาเล้าโลมเรา เหมือนกับบ่วงมัจจุราชอันธรรมชาติดักไว้ (๔๑/๔๘๑ สุนทรสมุททเถรคาถา) |
|
๖๐. ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามไม่เที่ยง เป็นของว่างเปล่า เลือนหายไปเป็นธรรมดา ลักษณะของกามดังนี้ ได้ทำความล่อลวง เป็นที่บ่นถึงของคนพาล กามทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า และกามสัญญาทั้งที่มีในภพนี้ ทั้งที่มีในภพหน้า ทั้งสอง ๒ อย่างนี้ เป็นบ่วงแห่งมาร เป็นแดนแห่งมาร เป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นที่หากินของมาร ในกามนี้ ย่อมมีอกุศลลามกเหล่านี้เกิดที่ใจ คือ อภิชฌาบ้าง พยาบาทบ้าง สารัมภะบ้าง เป็นไป กามนั่นเองย่อมเกิดเพื่อเป็นอันตรายแก่อริยสาวกผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ (๒๑/๘๖ อาเนญชสัปปายสูตร) |
|
๖๑. ดูกรคฤหบดี อริยสาวกย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เปรียบด้วยร่างกระดูก... เปรียบด้วยชิ้นเนื้อ... เปรียบด้วยคบเพลิงหญ้า... เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง... เปรียบด้วยความฝัน... เปรียบด้วยของยืม... เปรียบด้วยผลไม้มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามนี้มีโทษอย่างยิ่ง ครั้นเห็นโทษแห่งกามนี้ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมเว้นขาดซึ่งอุเบกขาที่มีความเป็นต่างๆ อาศัยความเป็นต่างๆ แล้วเจริญอุเบกขาที่มีความเป็นอารมณ์เดียว อาศัยความเป็นอารมณ์เดียว อันเป็นที่ดับความถือมั่นโลกามิส โดยประการทั้งปวง หาส่วนเหลือมิได้ (๑๙/๕๔-๖๐ โปตลิยสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับโปตลิยคฤหบดี) |
|
๖๒. ดูกรอุทายี กามคุณห้าเหล่านี้ กามคุณห้าเป็นไฉน คือ รูปอันพึงรู้แจ้งด้วยจักษุที่สัตว์ปรารถนา น่ารักใคร่ชอบใจ เป็นสิ่งที่น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เสียงอันพึงรู้แจ้งด้วยโสด... กลิ่นอันพึงรู้แจ้งด้วยฆานะ... รสอันพึงรู้แจ้งด้วยชิวหา... โผฏฐัพพะอันพึงรู้แจ้งด้วยกาย สัตว์ปรารถนารักใคร่ชอบใจ เป็นสิ่งน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด กามคุณห้านี้แล ดูกรอุทายี ความสุขโสมนัสที่เกิดเพราะอาศัยกามคุณห้านี้ เรากล่าวว่ากามสุข ความสุขไม่สะอาด ความสุขของปุถุชน ไม่ใช่สุขของพระอริยะ อันบุคคลไม่ควรเสพ ไม่ควรให้เกิดมี ไม่ควรทำให้มาก ควรกลัวแต่สุขนั้น (๑๙/๒๒๕-๒๒๖ ลฑุกิโกปมสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอุทายี) |
|
๖๓. ดูกรวาเสฏฐะ กามคุณ ๕ เหล่านี้ ในวินัยของพระอริยเจ้า เรียกว่าขื่อคาบ้าง เรียกว่าเครื่องจองจำบ้าง (๑๔/๕๖๙ เตวิชชสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับวาเสฏฐมานพ) |
หมวดถัดไป ๔.๖ หมวดตัณหา
กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

