|
๕๗. บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ในกาลทุกเมื่อ มีปัญญา มีใจตั้งมั่นดีแล้ว ปรารภความเพียร มีคนส่งไปแล้ว ย่อมข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยาก เขาเว้นขาดแล้วจากกามสัญญา ล่วงรูปสังโยชน์ได้ มีภพเป็นที่เพลิดเพลินสิ้นไปแล้ว ย่อมไม่จมในห้วงน้ำลึก (๒๓/๑๐๓ จันทนสูตร) |
|
๕๘. เรากล่าวธรรมเป็นเครื่องละความพอใจในกามและโทมนัสทั้งสองอย่าง เป็นเครื่องบรรเทาความง่วงเหงา เป็นเครื่องห้ามความรำคาญ บริสุทธิ์ดีเพราะอุเบกขาและสติ มีความตรึกถึงธรรมแล่นไปในเบื้องหน้า ว่าเป็นธรรมเครื่องพ้นที่ควรรู้ทั่วถึงสำหรับทำลายอวิชชา (๓๙/๗๔๐ อุทยปัญหา) |
|
๕๙. เราไม่กล่าวว่าสมณพราหมณ์ทั้งหมดอันชาติและชราหุ้มห่อไว้แล้ว แต่เรากล่าวว่าคนเหล่าใดในโลกนี้ ละเสียซึ่งรูปที่ได้เห็นแล้วก็ดี ละเสียซึ่งเสียงที่ได้ฟังแล้วก็ดี ละเสียซึ่งอารมณ์ที่ได้ทราบแล้วก็ดี ละเสียแม้ซึ่งศีลและพรตทั้งหมดก็ดี ละเสียซึ่งมงคลตื่นข่าวเป็นต้นอันมากทั้งหมดก็ดี กำหนดรู้ตัณหาแล้ว เป็นผู้หาอาสวะมิได้ คนเหล่านั้นแลข้ามโอฆะได้แล้ว (๓๙/๗๓๒ นันทปัญหา) |
|
๖๐. ภิกษุใดเป็นคนมีปัญญา ตั้งมั่นอยู่ในศีล อบรมจิตและปัญญาให้เจริญ มีความเพียร มีปัญญารักษาตน ภิกษุนั้นพึงสางตัณหาพายุ่งนี้ได้ ราคะ โทสะ และอวิชชา อันชนเหล่าใดสำรอกแล้ว ชนเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว ตัณหาพายุ่งอันชนเหล่านั้นสางได้แล้ว นามและรูป ย่อมดับไปไม่เหลือในที่ใด ปฏิฆสัญญา รูปสัญญา และตัณหาพายุ่งนั้น ย่อมขาดไปในที่นั้น (๒๔/๓๓๒-๓๓๓ ชฎาสูตร) |
|
๖๑. ทามลิ กิจไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะว่าพราหมณ์ทำกิจเสร็จแล้ว บุคคลยังไม่ได้ท่าจอดในแม่น้ำทั้งหลาย เพียงใด เขาเป็นสัตว์เกิด ต้องพยายามด้วยตัวทุกอย่าง เพียงนั้นก็ผู้นั้นได้ท่าเป็นที่จอดแล้ว ยืนอยู่บนบก ไม่ต้องพยายาม เพราะว่า เขาเป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ดูกรทามลิเทวบุตร นี้เป็นข้ออุปมาแห่งพราหมณ์ ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว มีปัญญาเพ่งพินิจ พราหมณ์นั้นถึงที่สุดแห่งชาติและมรณะแล้ว ไม่ต้องพยายาม เพราะเป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว (๒๓/๙๐-๙๑ ทามลิสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับทามลิเทวบุตร) |
|
๖๒. อาตมาปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธาต้องการแล้ว ถึงความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว อาตมาไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ และรอเวลาอยู่ เหมือนลูกจ้างรอให้สิ้นเวลาทำงาน ฉะนั้น อาตมาไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่และเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รอเวลาตายอยู่ (๔๑/๕๐๑ สังกิจจเถรคาถา สังกิจจสามเณรกล่าวกับอุบาสกคนหนึ่ง) |

