|
๙. บุคคลพึงศึกษาวิเวกนั่นเทียว เพราะความประพฤติวิเวกนั้นเป็นกิจอันสูงสุดของพระอริยเจ้าทั้งหลาย บุคคลไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประเสริฐด้วยความประพฤติวิเวกนั้น บุคคลนั้นแลย่อมปฏิบัติในที่ใกล้นิพพาน (๔๖/๒๕๙ ติสสเมตเตยยสุตตนิเทส) |
|
๑๐. ชนเหล่าใดมีจิตสงบแล้ว มีปัญญาเป็นเครื่องรักษาตน มีสติ มีฌาน ไม่มีความเพ่งเล็งในกามทั้งหลาย ย่อมเห็นแจ้งธรรมโดยธรรม เป็นผู้ยินดีแล้วในความไม่ประมาท มีปรกติเห็นภัยในความประมาท ชนเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ควรเพื่อความเสื่อมรอบ ย่อมมีในที่ใกล้นิพพานเทียว (๓๘/๓๔๖-๓๔๗ สัลลานสูตร) |
|
๑๑. ภิกษุผู้ดำรงอยู่ในศีล สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณในโภชนะ และย่อมประกอบเนืองๆ ซึ่งความเพียรเครื่องตื่นอยู่ ภิกษุผู้มีปรกติพากเพียรอยู่อย่างนี้ ไม่เกียจคร้านตลอดวันและคืน บำเพ็ญกุศลธรรมเพื่อถึงความเกษมจากโยคะ ภิกษุผู้ยินดีในความไม่ประมาท หรือมีปรกติเห็นภัยในความประมาท เป็นผู้ไม่ควรเพื่อความเสื่อม ชื่อว่าประพฤติใกล้นิพพานทีเดียว (๓๒/๖๘ อปริหานิยสูตร) |
|
๑๒. ภิกษุผู้เคารพในพระศาสดา เคารพในพระธรรม เคารพอย่างแรงกล้าในพระสงฆ์ เคารพในความไม่ประมาท เคารพในปฏิสังถาร ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อเสื่อม ย่อมมี ณ ที่ใกล้นิพพานทีเดียว (๓๔/๔๙๐ อปริหานิยสูตร) |
|
๑๓. ท่านทั้งหลาย ผู้อันสุขและทุกข์ถูกต้องแล้วในบ้าน ในป่า ไม่ตั้งสุขและทุกข์นั้นจากตน ไม่ตั้งสุขและทุกข์นั้นจากผู้อื่น ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้องเพราะอาศัยอุปธิ ผัสสะทั้งหลายพึงถูกต้องนิพพานอันไม่มีอุปธิเพราะเหตุไร (เพราะเหตุไรเล่า ผัสสะทั้งหลายจะพึงถูกต้องนิพพานอันไม่มีอุปธิได้) (๓๘/๑๑๘-๑๑๙ สักการสูตร) |
|
๑๔. บุคคลผู้มีความเพียร ถึงจะแก่แต่เผากิเลสให้เร่าร้อน พึงบรรลุนิพพานอันไม่รู้จักแก่ ไม่มีอามิส เป็นธรรมสงบอย่างยิ่ง เกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม (๔๑/๓๗๓ สุปปิยเถรคาถา) |
|
๑๕. เพราะความสิ้นภพอันมีความเพลิดเพลินเป็นมูล เพราะความสิ้นแห่งสญญาและวิญญาณ เพราะความดับ เพราะความสงบแห่งเวทนาทั้งหลาย เราย่อมรู้จักมรรคเป็นทางหลีกพ้น ผลเป็นความหลุดพ้น นิพพานเป็นที่สงัด ของสัตว์ทั้งหลายดังนี้ (๒๓/๓ นิโมกขสูตร) |
|
๑๖. ภิกษุผู้มีกำลังปัญญา สมบูรณ์ด้วยศีลและวัตร มีจิตตั้งมั่น ยินดีในฌาน มีสติบริโภคโภชนะตามมีตามได้ มีราคะไปปราศแล้ว พึงหวังได้ซึ่งกาลปรินิพพานในศาสนานี้ (๔๑/๓๖๕ มหาวัจฉเถรคาถา) |

