|
๒๕. รูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ และธรรมารมณ์ ล้วนน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีประมาณเท่าใด โลกกล่าวว่ามีอยู่ อารมณ์ ๖ อย่างเหล่านี้ โลกพร้อมทั้งเทวโลกสมมติกันว่าเป็นสุข แต่ว่าธรรมเป็นที่ดับอารมณ์ ๖ อย่างนี้ ชนเหล่านั้นสมมติกันว่าเป็นทุกข์ ความดับแห่งเบญจขันธ์ พระอริยเจ้าทั้งหลายเห็นว่าเป็นสุข ความเห็นขัดแย้งกันกับโลกทั้งปวงนี้ ย่อมมีแก่บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นอยู่ ชนเหล่าอื่นกล่าววัตถุกามใดโดยความเป็นสุข พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าววัตถุกามนั้นโดยความเป็นทุกข์ ชนเหล่าอื่นกล่าวนิพพานใดโดยความเป็นทุกข์ พระอริยเจ้าทั้งหลาย ผู้รู้แจ้งกล่าวนิพพานนั้นโดยความเป็นสุข ท่านจงพิจารณาธรรมที่รู้ได้ยาก ชนพาลทั้งหลายผู้ไม่รู้แจ้ง พากันลุ่มหลงอยู่ในโลกนี้ ความมืดตื้อย่อมมีแก่ชนพาลทั้งหลายผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ผู้ไม่เห็นอยู่ ส่วนนิพพานเป็นธรรมชาติเปิดเผยแก่สัตบุรุษผู้เห็นอยู่ เหมือนอย่างแสงสว่าง ฉะนั้น ชนทั้งหลายเป็นผู้ค้นคว้า ไม่ฉลาดต่อธรรม ย่อมไม่รู้แจ้งนิพพานที่มีอยู่ในที่ใกล้ ชนทั้งหลายผู้ถูกภวราคะครอบงำแล้ว แล่นไปตามกระแสภวตัณหา ผู้เข้าถึงวัฏฏะอันเป็นบ่วงแห่งมารเนืองๆ ไม่ตรัสรู้ธรรมนี้ได้โดยง่าย นอกจากพระอริยเจ้าทั้งหลาย ใครหนอย่อมควรจะรู้บท คือนิพพานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ดีแล้ว พระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้ไม่มีอาสวะ เพราะรู้โดยชอบ ย่อมปรินิพพาน (๓๙/๖๔๕-๖๔๖ ทวยตานุปัสสนาสูตร) |
|
๒๖. ท่านผู้มีความสำคัญในนามรูปอันเป็นของมิใช่ตนว่าเป็นตน จงดูโลกพร้อมทั้งเทวโลก ผู้ยึดมั่นแล้วในนามรูปนี้ ซึ่งความสำคัญนามรูปนี้ว่า เป็นของจริง ก็ชนทั้งหลายย่อมสำคัญ (นามรูป) ด้วยอาการใดๆ นามรูปนั้น ย่อมเป็นอย่างอื่นไปจากอาการที่เขาสำคัญนั้นๆ นามรูปของผู้นั้นแล เป็นของเท็จ เพราะนามรูปมีความสาบสูญไปเป็นธรรมดา นิพพานมีความไม่สาบสูญไปเป็นธรรมดา พระอริยเจ้าทั้งหลาย รู้นิพพานนั้นโดยความเป็นจริง พระอริยเจ้าเหล่านั้นแล เป็นผู้หายหิว ดับรอบแล้ว เพราะตรัสรู้ของจริง (๓๙/๖๔๓-๖๔๔ ทวยตานุปัสสนาสูตร) |
|
๒๗. เราย่อมเรียกนรชนผู้ครอบงำขันธ์ อายตนะ ธาตุ และไตรภพทั้งหมดได้ผู้รู้ทุกข์ทุกอย่าง ผู้มีปัญญาดี ผู้ไม่แปดเปื้อนในธรรมทั้งปวง ผู้ละสิ่งทั้งปวงเสียได้ ผู้หลุดพ้น ในเพราะนิพพานเป็นที่สิ้นตัณหา ว่าเป็นผู้มีปรกติอยู่คนเดียว ดังนี้ (๒๕/๔๕๙ เถรนามสูตร) |
|
๒๘. ผู้ใดรู้ยิ่งแล้วซึ่งโลกทั้งปวง รู้ตามความเป็นจริงในโลกทั้งปวง พรากไปจากโลกทั้งปวง ไม่มีกิเลสนอนเนื่องในสันดานในโลกทั้งปวง ผู้นั้นแล เป็นธีรชนผู้ครอบงำอารมณ์ทั้งปวงได้ ปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งมวลเสียได้ เป็นผู้ถูกต้องนิพพานอันมีความสงบอย่างยิ่ง ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ผู้นี้เป็นขีณาสพผู้รู้แล้ว ไม่มีทุกข์ ตัดความสงสัยได้แล้ว ถึงความสิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง เป็นผู้หลุดพ้นเพราะความสิ้นไปแห่งอุปธิ บุคคลนี้เป็นผู้มีโรค เป็นพุทธะ ชื่อว่าเป็นสีหะผู้ยอดเยี่ยม (๓๒/๓๙-๔๐ โลกสูตร) |
|
๒๙. สติหลงไปเพราะเห็นรูป (ได้ยินเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส และได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ) เมื่อใส่ใจถึงรูปเป็นนิมิตที่รัก ก็มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์นั้น ทั้งมีความติดใจอารมณ์นั้นตั้งอยู่ มีเวทนาอันมีรูปเป็นแดนเกิดเป็นอเนกทวีขึ้น และมีจิตอันอภิชญาและวิหิงสาเข้าไปกระทบ เมื่อบุคคลสั่งสมทุกข์อยู่อย่างนี้ กล่าวว่าไกลนิพพาน (๒๗/๑๒๒ ปริหานสูตร) |
|
๓๐. ภิกษุใดประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า ยินดีในธรรมเครื่องเนิ่นช้า ภิกษุนั้นย่อมพลาดนิพพานอันเป็นธรรมเกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม (๔๑/๕๘๙ สารีปุตตเถรคาถา) |
|
๓๑. ภิกษุพึงละกามทั้งหลายแม้กับด้วยทุกข์ เมื่อปรารถนาซึ่งความเกษมจากโยคะต่อไป พึงเป็นผู้มีสัมปชัญญะ มีจิตหลุดพ้นแล้วด้วยดี ถูกต้องวิมุติในกาลเป็นที่บรรลุมรรคและผลนั้น ภิกษุนั้นผู้ถึงเวท อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ถึงที่สุดแห่งโลก เรากล่าวว่า เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว (๓๘/๔๓๘ ปุริสสูตร) |
|
๓๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายคนบางคนในโลกนี้ โดยตนเองเป็นผู้มีชาติเป็นธรรมดา เป็นผู้มีชราเป็นธรรมดา เป็นผู้มีพยาธิเป็นธรรมดา เป็นผู้มีมรณะเป็นธรรมดา เป็นผู้มีโศกเป็นธรรมดา เป็นผู้มีสังกิเลสเป็นธรรมดา ก็ยังแสวงหาสิ่งที่มีชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โศก สังกิเลส อยู่นั่นแหละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้คือการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การแสวงหาที่ประเสริฐเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนบางคนในโลกนี้ โดยตนเองเป็นผู้มีชาติเป็นธรรมดา เป็นผู้มีชราเป็นธรรมดา เป็นผู้มีพยาธิเป็นธรรมดา เป็นผู้มีมรณะเป็นธรรมดา เป็นผู้มีโศกเป็นธรรมดา เป็นผู้มีสังกิเลสเป็นธรรมดา ย่อมทราบชัดในสิ่งที่มีชาติ ชรา พยาธิ มรณะ โศก สังกิเลสเป็นธรรมดา ย่อมแสวงหาพระนิพพานที่หาโศกมิได้ หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้ เกษมจากโยคะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แลคือการแสวงหาที่ประเสริฐ (๑๘/๓๕๙-๓๖๒ ปาสราสิสูตร) |

