
|
๑. บุรุษผู้มีตัณหาเป็นเพื่อนสอง ท่องเที่ยวไปอยู่สิ้นกาลนาน ย่อมไม่ก้าวล่วงสงสาร อันมีความเป็นอย่างนี้ และความเป็นอย่างอื่นไปได้ ภิกษุรู้โทษนี้แล้วว่า ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นผู้มีตัณหาปราศจากไปแล้ว ไม่ถือมั่น มีสติ พึงเว้นรอบ (๓๘/๔๓๓ ตัณหาสูตร) |
|
๒. ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อมวิ่งพล่าน สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของเขา (๒๖/๖๙ ปฐมชนสูตร) |
|
๓. โลกอันตัณหาย่อมนำไป อันตัณหาย่อมเสือกไสไป โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคือตัณหา (๒๓/๗๔ ตัณหาสูตร) |
|
๔. ตัณหาเป็นดังโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร ย่อมฉุดคร่าบุรุษนี้ไปเพื่อบังเกิดในภพนั้นๆ (๑๕/๓๕๑ สักกปัณหสูตร) |
|
๕. ผู้ใดกำจัดรากเง่าแห่งหัวฝี ถอนข่าย คือ ตัณหาได้แล้ว ผู้นั้นเป็นผู้สิ้นสงสาร ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลอีก เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญปราศจากโทษ ฉะนั้น (๔๑/๔๕๐ ธรรมิเถรคาถา) |
|
๖. ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท ดุจเครือเถาย่านทราย ฉะนั้น ตัณหานี้ลามก ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลก ย่อมครอบงำบุคคลใด ความโศกทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในป่า ฉะนั้น บุคคลใดแล ย่อมครอบงำตัณหาอันลามก ล่วงไปได้โดยยากในโลก ความโศกทั้งหลาย ย่อมตกไปจากบุคคลนั้น เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัว ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสีย ดุจบุรุษต้องการแฝกขุดแฝก ฉะนั้น หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ข้องแล้วด้วยสังโยชน์และธรรมเป็นเครื่องข้อง ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆ สิ้นกาลนาน (๓๘/๗๘-๘๐ คาถาธรรมบท) |
|
๗. ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้ที่ถูกวิตกย่ำยี ผู้มีราคะกล้า มีปรกติเห็นอารมณ์ว่างาม ผู้นั้นแลย่อมทำเครื่องผูกให้มั่น ส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌาน เป็นที่สงบวิตก มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภะอยู่ ผู้นั้นแลจักทำตัณหาให้สิ้นไป ผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้ (๓๘/๘๑ คาถาธรรมบท) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๘. เราย่อมเห็นหมู่สัตว์นี้ผู้ไปในตัณหาในภพทั้งหลาย ดิ้นรนอยู่ในโลก นรชนทั้งหลายที่เลว ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมร่ำไรใกล้ปากมัจจุ (๔๖/๗๒ คุหัฏฐกสุตตนิเทส) |
|
๙. ตัณหาย่อมเจริญแก่สัตว์ผู้ประพฤติประมาท เหมือนเถาย่านท้ราย เจริญอยู่ในป่า ฉะนั้น บุคคลผู้ตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ย่อมเร่ร่อนไปในภพน้อยภพใหญ่เหมือนวานรอยากได้ผลไม้ เร่ร่อนไปในป่า ฉะนั้น ตัณหาอันชั่วช้า ซ่านไปในโลก ครอบงำบุคคลใด ความโศกทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น เหมือนหญ้าคมบางที่ถูกฝนตกเชยแล้ว ฉะนั้น ผู้ใดครอบงำตัณหาอันชั่วช้านี้ ซึ่งยากที่จะล่วงได้ในโลก ความโศกทั้งหมดย่อมตกไปจากบุคคลนั้น เหมือนหยาดน้ำกลิ้งตกไปจากใบบัว ฉะนั้น เพราะฉะนั้น เราขอเตือนท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จงขุดรากแห่งตัณหา ดุจบุคคลผู้มีความต้องการด้วยแฝกขุดแฝกอยู่ ฉะนั้น มารอย่าได้ระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ ดังกระแสน้ำพัดพานไม้อ้อ ฉะนั้น ท่านทั้งหลาย จงทำตามพระพุทธพจน์ ขณะอย่าได้ล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้มีขณะอันล่วงแล้ว ย่อมยัดเยียดกันในนรกเศร้าโศกอยู่ (๔๑/๔๖๙-๔๗๐ มาลุงกยปุตตเถรคาถา) |
|
๑๐. อกุศลวิตกเป็นอันมาก เกิดแต่ความเยื่อใย คือ ตัณหา เกิดขึ้นในตนแล้ว แผ่ซ่านไปในวัตถุกามทั้งหลาย เหมือนย่านไทร เกิดแต่ลำต้นไทรแล้วแผ่ซ่านไปในป่า ฉะนั้น (๒๔/๔๒๐ สูจิโลมสูตร) |
|
๑๑. อันที่จริง เมื่อบุคคลถูกงูเห่ากัดหมอบางคนก็รักษาได้ อนึ่ง บุคคลผู้ถูกผีเข้าสิง หมอผู้ฉลาดก็ไล่ออกได้ แต่บุคคลผู้ถูกความใคร่ครอบงำแล้ว ใครๆ ก็รักษาไม่หายเพราะว่า เมื่อบุคคลล่วงเลยธรรมขาวเสียแล้ว จะรักษาได้อย่างไร (๔๒/๑๑๒ กามนีตชาดก) |
|
๑๒. หมู่ชนควรจะนำเสียซึ่งตัณหาเป็นเครื่องถือมั่นทั้งปวงในเบื้องบน (ที่เป็นอนาคต) เบื้องต่ำ (ที่เป็นอดีต) และในส่วนเบื้องขวางสถานกลาง (ที่เป็นปัจจุบัน) ให้สิ้นเชิง เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมถือมั่นสิ่งใดๆ ในโลก มารย่อมติดตามสัตว์ได้เพราะสิ่งนั้นแหละ เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อรู้ชัดอยู่ มาเล็งเห็นหมู่สัตว์ผู้ติดข้องอยู่ในวัฏฏะ อันเป็นบ่วงแห่งมารนี้ว่า เป็นหมู่สัตว์ติดข้องอยู่แล้วเพราะการถือมั่น ดังนี้ พึงเป็นผู้มีสติ ไม่ถือมั่นเครื่องกังวลในโลกทั้งปวง (๓๙/๗๓๙ ภัทราวุธปัณหา) |
|
๑๓. ก็ความดิ้นรนทั้งหลาย ย่อมมีแก่ผู้ปรารถนา ความหวั่นไหวมีอยู่ในวัตถุที่ตนกำหนดแล้ว การจุติและการอุบัติในภพนี้ ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นจะพึงหวั่นไหว จะพึงดิ้นรนในอารมณ์ไหนๆ เพราะเหตุอะไร (๓๙/๖๘๖ มหาวิยูหสูตร) |
|
๑๔. ผู้อันตัณหา ทิฐิ และมานะไม่อาศัยแล้ว ย่อมไม่ดิ้นรน ส่วนผู้อันตัณหา ทิฐิและมานะอาศัยแล้ว ถือมั่นอยู่ ย่อมไม่ล่วงพ้นสงสารอันมีความเป็นอย่างนี้ และความเป็นอย่างอื่นไปได้ ภิกษุรู้โทษนี้ว่า เป็นภัยใหญ่ในเพราะนิสสัย คือ ตัณหา ทิฐิ และมานะทั้งหลายแล้ว เป็นผู้อันตัณหา ทิฐิ และมานะ ไม่อาศัยแล้ว ไม่ถือมั่น มีสติ พึงเว้นรอบ (๓๙/๖๔๒ ทวยตานุปัสสนาสูตร) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๑๕. ผู้ใดทราบส่วนสุดทั้ง ๒ ด้วยปัญญาแล้ว ไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง เรากล่าวผู้นั้นว่า เป็นมหาบุรุษ ผู้นั้นก้าวล่วงเครื่องร้อยรัดในโลกนี้ได้แล้ว ดังนี้ ผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๑ เหตุเกิดผัสสะเป็นส่วนสุดที่ ๒ ความดับผัสสะเป็นส่วนท่ามกลาง ตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด เพราะว่าตัณหาย่อมร้อยรัดผัสสะ เหตุเกิดผัสสะและความดับผัสสะนั้นไว้ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภพนั้นๆ (๓๔/๕๙๓-๕๙๔ ปรายนสูตร) |
|
๑๖. เหล่าชนที่จะข้ามสระคือตัณหา อันเวิ้งว้าง ต้องสร้างสะพาน คือ (อริยมรรค) พ้นเปือกตม ก็และขณะที่ชนกำลังผูกทุ่นอยู่ หมู่ชนผู้มีปัญญาข้ามได้แล้ว (๑๕/๑๓๒ มหาปรินิพพานสูตร) |
|
๑๗. กาลย่อมกินสัตว์ทั้งปวงกับทั้งตัวเองด้วย ก็ผู้ใดกินกาล ผู้นั้นเผาตัณหาที่เผาสัตว์ได้แล้ว (๔๒/๑๒๔ มูลปริยายชาดก) |
|
๑๘. คนย่อมฆ่าเสือเหลืองเพราะหนัง ย่อมฆ่าช้างเพราะงา ย่อมฆ่าคนมั่งคั่งเพราะทรัพย์ ใครเล่าจักฆ่าคนที่ไม่มีเรือน ไม่มีสันถวะ คือ ตัณหา (๔๔/๒๕๔ มหาชนกชาดก) |
หมวดถัดไป ๔.๗ หมวดลาภสักการะ
กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

