
|
๑. บุคคลพึงรีบทำความดี พึงห้ามจิตจากบาป เพราะเมื่อทำบุญช้าไป ใจย่อมยินดีในบาป หากบุรุษพึงทำบาปไซร้ ไม่พึงทำบาปนั้นบ่อยๆ ไม่พึงทำความพอใจในบาปนั้น เพราะการสั่งสมบาป นำทุกข์มาให้ (๓๘/๔๐ คาถาธรรมบท) |
|
๒. ความชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า เพราะความชั่วทำให้เดือดร้อนในภายหลัง ส่วนความดีทำนั้นแลเป็นดี เพราะทำแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง (๓๘/๗๔ คาถาธรรมบท) |
|
๓. ขึ้นชื่อว่าที่ลับย่อมไม่มีในโลกแก่คนผู้กระทำบาปกรรม ต้นไม้ที่เกิดในป่าก็ยังมีคนเห็น คนพาลย่อมสำคัญบาปกรรมนั้นว่าเป็นที่ลับ (๔๒/๑๗๖ สีลวีมังสชาดก) |
|
๔. ไม่ควรทำบาปด้วยวาจา ด้วยใจ และด้วยกาย อย่างไหนๆ ในโลกทั้งปวง ควรละกามทั้งหลายเสียแล้ว มีสติ มีสัมปชัญญะ ไม่ควรเสพทุกข์อันประกอบด้วยโทษ ไม่เป็นประโยชน์ (๒๓/๒๓ สมิทธิสูตร) |
|
๕. ถ้าท่านกลัวต่อทุกข์ ถ้าท่านเกลียดทุกข์ ท่านอย่าทำกรรมอันเป็นบาปทั้งในที่แจ้งหรือในที่ลับ ถ้าท่านจักทำหรือกำลังทำกรรมอันเป็นบาปไซร้ แม้ท่านจะเหาะหนีไปในอากาศ ก็จักไม่พ้นทุกข์ได้เลย (๔๑/๗๐๖ ปุณณิกาเถรีคาถา) |
|
๖. บุคคลผู้ใช้ปัญญาหลอกลวงคนอื่น ย่อมไม่ได้ความสุขเป็นนิตย์ เพราะผู้ใช้ปัญญาหลอกลวงคนอื่น ย่อมประสบผลแห่งบาปกรรมที่ตนทำไว้ (๔๒/๑๖ พกชาดก) |
|
๗. ผู้ใดย่อมทำบาปด้วยความสำคัญว่าเราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ และครั้นกระทำแล้วก็ไม่สะดุ้งกลัวต่อชนเหล่าอื่น ผู้นั้นย่อมไม่เป็นอยู่ตลอดอายุยืนยาวเพราะกรรมนั้น แม้เทวดาก็มองดูผู้นั้้นด้วยนัยน์ตาอันเหยียดหยาม (๔๔/๑๗ อุมมาทันตีชาดก) |
|
๘. เปรียบเหมือนเรือของพ่อค้า บรรทุกสินค้าหนักเกินประมาณ ย่อมนำสินค้าอันหนักยิ่งไปจมลงในมหาสมุทร ฉันใด นรชนสั่งสมบาปกรรมทีละน้อยๆ ก็ย่อมพาเอาบาปอันหนักยิ่งไปจมลงในนรก ฉันนั้น (๔๕/๔๓๘ มหานารทกัสสปชาดก) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๙. คนลามกย่อมเห็นความเจริญตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล แต่เมื่อใดบาปย่อมให้ผล คนลามกจึงเห็นบาป เมื่อนั้น บุคคลอย่าพึงดูหมิ่นบาปว่า บาปมีประมาณน้อยจักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำย่อมเต็มได้ด้วยหยาดน้ำที่ตกทีละหยาดๆ ฉันใด คนพาลสั่งสมบาปแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบาปฉันนั้น (๓๘/๔๐ คาถาธรรมบท) |
|
๑๐. บุคคลผู้ใดไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย เที่ยวไปอยู่ ไม่ทำบาปเพราะกลัวคนอื่นจะติเตียน บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญบุคคลผู้กลัวบาปนั้น ย่อมไม่สรรเสริญบุคคลผู้กล้าในการทำบาป เพราะว่า สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่ทำบาปเพราะความกลัวถูกติเตียน (๔๒/๓๖๑ อาทิตตชาดก) |
|
๑๑. บุคคลทำบาปย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ ย่อมเศร้าโศกในโลกเบื้องหน้า ย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสอง บุคคลผู้ทำบาปนั้น ย่อมเศร้าโศก บุคคลผู้ทำบาปนั้นเห็นกรรมที่เศร้าหมองของตนแล้ว ย่อมเดือดร้อน (๓๘/๒๑ คาถาธรรมบท) |
|
๑๒. ความชั่วแม้มีประมาณเท่าปลายขนทราย ย่อมปรากฏเหมือนประมาณเท่าหมอกเมฆแก่ท่านผู้ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ผู้แสวงหาความสะอาดเป็นนิตย์ (๔๑/๕๒๑ เรวตรคาถา) |
|
๑๓. บุคคลผู้สงบ งดเว้นจากการทำความชั่ว พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมกำจัดบาปธรรมทั้งหลาย เหมือนลมพัดใบไม้ให้ล่วงหล่นไป ฉะนั้น (๔๑/๓๖๐ มหาโกฏฐิตเถรคาถา) |
|
๑๔. บุรุษผู้เป็นบัณฑิต พึงละบาปทั้งหลายในสัตว์โลก เหมือนบุรุษผู้มีจักษุ เมื่อทางอื่นที่จะก้าวไปมีอยู่ ย่อมหลีกที่อันไม่ราบเรียบเสีย ฉะนั้น (๓๘/๑๙๓-๑๙๔ สุปปพุทธกุฏฐิสูตร) |
|
๑๕. พระอริยเจ้าย่อมไม่ยินดีในบาป ท่านผู้สะอาดย่อมไม่ยินดีในบาป เพราะได้เห็นโทษในโลก เพราะได้รู้ธรรมอันไม่มีอุปธิ (๓๘/๒๑๑ โสณสูตร) |
|
๑๖. ถ้าที่ฝ่ามือไม่พึงมีแผลไซร้ บุคคลพึงนำยาพิษไปด้วยฝ่ามือได้ เพราะยาพิษย่อมไม่ซึมซาบฝ่ามือที่ไม่มีแผล บาปย่อมไม่มีแก่คนไม่ทำ (๓๘/๔๑ คาถาธรรมบท) |

| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๑๗. บุคคลดื่มรสแห่งความอิ่มเอิบในธรรม ดื่มรสอันเกิดแต่ความสงัดกิเลสและรสแห่งความสงบแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวาย ไม่มีบาป (๓๙/๕๑๐ หิริสูตร) |
|
๑๘. เธอทั้งหลายผู้ฉลาดจงเห็นบาป จงคลายกำหนัดในบาปนั้น เธอทั้งหลายผู้มีจิตคลายกำหนัดจากบาปนั้นแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ (๓๘/๓๓๘ เทศนาสูตร) |
หมวดถัดไป ๔.๓ หมวดอวิชชา
กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

