พระพุทธศักดิ์สิทธิ์ วัดโพรงจระเข้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
นำทางสู่การพ้นทุกข์

ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๑. พวกเกวียน พวกโค ต่างเป็นมิตรของคนเดินทาง มารดาเป็นมิตรในเรือนของตน สหายเป็นมิตรของคนผู้มีธุระเกิดขึ้นเนืองๆ บุญที่ตนทำเองเป็นมิตรติดตามไปถึงภพหน้า

     (๒๓/๖๘ มิตตสูตร)

     ๒. บุคคลคบคนใดๆ เป็นสัตบุรุษ อสัตบุรุษ มีศีลหรือไม่มีศีล บุคคลนั้นย่อมไปสู่อำนาจของบุคคลนั้นนั่นเทียว บุคคลคบคนเช่นใดเป็นมิตร หรือเข้าไปส้องเสพคนเช่นใด ก็ย่อมเป็นเช่นนั้น เพราะการอยู่ร่วมกันเป็นเช่นนั้น นักปราชญ์ไม่พึงมีสหายลามกเลยทีเดียว เพราะกลัวแต่การแปดเปื้อนด้วยบาปธรรม

         นรชนใดห่อปลาเน่าด้วยใบหญ้าคา แม้ใบหญ้าคาของนรชนนั้นก็ย่อมมีกลิ่นเน่าฟุ้งไป ฉันใด การเข้าไปเสพคนพาล ก็ฉันนั้นเหมือนกัน นรชนใดห่อกฤษณาด้วยใบไม้ แม้ใบไม้ของนรชนนั้นก็ย่อมหอมฟุ้งไป ฉันใด การเข้าไปเสพนักปราชญ์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

         เพราะเหตุนั้น บัณฑิตรู้ความเปลี่ยนแปลงของตนดุจห่อใบไม้แล้ว ไม่ควรเข้าไปเสพพวกอสัตบุรุษ ควรเสพแต่พวกสัตบุรุษ ด้วยว่า อสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมพาให้ถึงสุคติ

     (๔๓/๖๓๙-๖๔๐ สัตติคุมพชาดก)

     ๓. บัณฑิตไม่ควรทำตนให้เป็นมิตรสหายกับคนที่ชอบส่อเสียด มักโกรธ ตระหนี่ และผู้ปรารถนาให้ผู้อื่นพินาศ เพราะการสมาคมกับคนชั่ว เป็นความลามก

     (๔๑/๕๙๒ อานันทเถรคาถา)

     ๔. ความฉิบหายย่อมเจริญแก่บุคคลผู้คบหาคนพาล การอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ทุกเมื่อ ดังอยู่ร่วมกับศัตรู ฉะนั้น เพราะฉะนั้น อย่าสมาคมกับคนพาลเลย เพราะการสมาคมกับคนพาลเป็นทุกข์

     (๔๒/๓๘๖ หลิททราคชาดก)

     ๕. อย่าคบบุรุษผู้มีจิตกลับกลอกดุจผ้าที่ย้อมด้วยน้ำขมิ้น รักง่ายหน่ายเร็ว ถึงแม้ว่าพื้นชมพูทวีปจะพึงไร้มนุษย์

         จงเว้นคนเช่นนั้นเสียให้ห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ละเว้นอสรพิษที่ดุร้าย เหมือนบุคคลผู้ละเว้นหนทางที่เปื้อนคูถ และเหมือนบุคคลผู้ไปด้วยยาน ละเว้นหนทางขรุขระฉะนั้น

     (๔๒/๓๘๕ หลิททราคชาดก)

     ๖. ผู้คบคนชั่ว ย่อมไม่ได้ความสุขโดยส่วนเดียว เขาย่อมทำตนให้ถึงความพินาศ

     (๔๒/๕๙ โคธชาดก)

     ๗. ผู้ใดเข้าไปเสพคนพาล ผู้นั้นก็เป็นคนพาลไปด้วย ผู้หลงอาศัยคนหลง ย่อมถึงความหลงยิ่งขึ้น

     (๔๕/๔๓๗ มหานารทกัสสปชาดก)

     ๘. บุคคลไม่พึงทำความสนิทสนมกับบุรุษชั่วช้า ท่านผู้เป็นอริยะ รู้ประโยชน์อยู่ ไม่พึงทำความสนิทสนมกับอนารยชน เพราะอนารยชนนั้น แม้อยู่ร่วมกันเป็นเวลานานก็ย่อมทำบาปกรรม

     (๔๒/๗๑ อินทสมานโคตตชาดก)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๙. บุคคลปรารภความสุขอันแน่นอน พึงเว้นบาปมิตรแล้ว พึงคบหากัลยาณมิตรและพึงตั้งอยู่ในโอวาทของกัลยาณมิตรนั้น เต่าตาบอดเกาะขอนไม้เล็กๆ จมอยู่ในห้วงน้ำใหญ่ ฉันใด กุลบุตรอาศัยคนเกียจคร้านเป็นอยู่ ย่อมจมลงในสังสารวัฏ ฉันนั้น

         เพราะฉะนั้น บุคคลพึงเว้นคนเกียจคร้านมีความเพียรเลวทราม ควรอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลายผู้สงัด เป็นอริยะ มีใจเด็ดเดี่ยว เพ่งฌาน ปรารภความเพียรเป็นนิตย์

     (๔๑/๔๔๒ วิมลเถรคาถา)

     ๑๐. กุลบุตรพึงเว้นสหายผู้ลามก ไม่พึงเสพด้วยตนเองซึ่งสหายผู้ชี้บอกความฉิบหาย มิใช่ประโยชน์ ผู้ตั้งอยู่ในกรรมอันไม่เสมอ ผู้ข้องอยู่ ผู้ประมาท

     (๓๙/๔๖๐-๔๖๑ ขัคควิสาณสูตร)

     ๑๑. บุคคลไม่พึงคุ้นเคยในคนทำบาป คนมักพูดเหลาะแหละ คนมีปัญญาคิดแต่ประโยชน์ตน และคนทำเป็นสงบแต่ภายนอก

           มีบุรุษพวกหนึ่ง มีปรกติเหมือนโคกระหายน้ำ ทำทีเหมือนจะกล้ำกลืนมิตรด้วยวาจา แต่ไม่ใช่ด้วยการงาน ไม่ควรคุ้นเคยในคนเช่นนั้น

           บุรุษพวกหนึ่ง เป็นคนชูมือเปล่า พัวพันอยู่แต่ด้วยวาจา เป็นมนุษย์กระพี้ ไม่มีความกตัญญู ไม่ควรคุ้นเคยในคนเช่นนั้น

           บุคคลไม่ควรคุ้นเคยต่อหญิงหรือบุรุษ ผู้มีจิตกลับกลอก ไม่ทำความข้องเกี่ยวให้แจ้งชัด ไม่ควรคุ้นเคยกับบุคคลผู้หยั่งลงสู่กรรมอันไม่ประเสริฐ เป็นคนไม่แน่นอน กำจัดคนไม่เลือก เหมือนดาบที่เขาลับแล้วปกปิดไว้

           คนบางพวกในโลกนี้ คอยเพ่งโทษ เข้าไปหาด้วยอุบายต่างๆ ด้วยคำพูดอันคมคายซึ่งไม่ตรงกับน้ำใจ ด้วยสามารถแห่งมิตรเทียม แม้คนเช่นนี้ก็ไม่ควรคุ้นเคย

           คนมีปัญญาทรามเช่นนั้น พบเห็นอามิสหรือทรัพย์เข้า ณ ที่ใด ย่อมคิดประทุษร้ายและย่อมละทิ้งเพื่อนนั้นไป แม้คนเช่นนั้นก็ไม่ควรคุ้นเคย

           นรชนผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณา ควรละเว้นบุคคลผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม มักทำการกำจัดอยู่เป็นนิตย์ ดังแร้วที่เขาดักไว้ในป่าเช่นนั้นเสียให้ห่างไกล เหมือนไก่ในป่าไผ่ละเว้นเหยี่ยว ฉะนั้น

     (๔๒/๔๒๐-๔๒๒ กุกกุฏชาดก)

     ๑๒. กิเลสเกิดเพราะความเกี่ยวข้อง บุคคลย่อมตัดเสียได้เพราะความไม่เกี่ยวข้อง แม้บุคคลผู้มีความเป็นอยู่ดี แต่อาศัยบุคคลผู้เกียจคร้าน ย่อมจมลงในสมุทร คือ สงสารเปรียบเหมือนบุคคลขึ้นสู่แพไม้น้อยๆ พึงจมลงในมหรรณพ ฉะนั้น

           เพราะเหตุนั้น บุคคลพึงเว้นบุคคลผู้เกียจคร้านมีความเพียรอันเลวนั้นเสีย พึงอยู่ร่วมกับพระอริยเจ้าทั้งหลาย ผู้สงัดแล้ว ผู้มีใจเด็ดเดี่ยว ผู้มีปรกติเพ่ง ผู้ปรารภความเพียรเป็นนิตย์ ผู้เป็นบัณฑิต

     (๓๘/๓๘๙ ธาตุสูตร)

     ๑๓. ถ้าไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา เป็นนักปราชญ์ เที่ยวไปร่วมกัน ผู้มีปรกติอยู่ด้วยกรรมดี พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว การเที่ยวไปผู้เดียวประเสริฐกว่า เพราะคุณเครื่องความเป็นสหายย่อมไม่มีในคนพาล ควรเที่ยวไปแต่ผู้เดียว แต่ไม่ควรทำบาป

     (๔๒/๓๗๐-๓๗๑ โกสัมพิยชาดก)

     ๑๔. ถ้าว่าบุคคลเมื่อเที่ยวไป ไม่พึงประสบสหายผู้ประเสริฐกว่าตน หรือสหายผู้เช่นด้วยตนไซร้ บุคคลนั้นพึงทำการเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่น เพราะว่าคุณเครื่องความเป็นสหายย่อมไม่มีในคนพาล

     (๓๘/๓๐ คาถาธรรมบท)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๑๕. กิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่า เกิดขึ้นเพราะการคบค้าสมาคม ย่อมขาดเพราะไม่คบค้าสมาคม คนเกาะท่อนไม้เล็กๆ พึงจมลงในห้วงมหรรณพ ฉันใด แม้สาธุชนก็ย่อมจมลงเพราะอาศัยคนเกียจคร้าน ฉันนั้น

           เพราะฉะนั้น พึงเว้นคนเกียจคร้าน มีความเพียรเลวนั้นเสีย พึงอยู่ร่วมกับบัณฑิตผู้สงัด ผู้เป็นอริยะ ผู้มีใจสูง ผู้เพ่งพินิจ ผู้ปรารภความเพียรเป็นนิตย์

     (๒๕/๒๙๐ สตาปารัทธสูตร)

     ๑๖. บุคคลควรเห็นท่านผู้มีปัญญาชี้โทษ มีปรกติกล่าวข่มขี่ เหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้ ควรคบบัณฑิตเช่นนั้น เพราะว่าเมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น ย่อมมีแต่ความดี ไม่มีชั่วเลย

     (๔๑/๕๘๗-๕๘๘ สารีปุตตเถรคาถา)

     ๑๗. บุคคลผู้คบกัลยาณมิตร ถึงแม้จะเป็นพาลก็พึงเป็นบัณฑิตได้บ้าง ควรคบสัตบุรุษ เพราะปัญญาย่อมเจริญแก่บุคคลผู้คบสัตบุรุษโดยแท้ คนทุกคนมีกษัตริย์เป็นต้น เมื่อคบสัตบุรุษทั้งหลาย พึงพ้นจากทุกข์แม้ทั้งปวงได้ และพึงรู้แจ้งอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ ๑ เหตุให้เกิดทุกข์ ๑ ความดับทุกข์ ๑ ทางให้ถึงความดับทุกข์ (มรรค ๘) ๑

     (๔๑/๖๙๙ กีสาโคตมีเถรีคาถา)

     ๑๘. บุคคลผู้ถึงเวท ผู้รู้ เที่ยวไปด้วยกัน อยู่ด้วยกัน ปะปนกับชนผู้ไม่รู้ ย่อมละเว้นบุคคลผู้ลามกเสียได้ เหมือนนกกะเรียน เมื่อบุคคลเอาน้ำนมปนน้ำเข้าไปให้ ดื่มแต่น้ำนมเท่านั้น ละเว้นน้ำ ฉะนั้น

     (๓๘/๒๘๑-๒๘๒ ทวิธาปถสูตร)

     ๑๙. บุคคลพึงคบมิตรผู้เป็นพหูสูตร ทรงธรรม ผู้ยิ่งด้วยคุณธรรม มีปฏิภาณบุคคลรู้จักประโยชน์ทั้งหลาย กำจัดความสงสัยได้แล้ว

     (๓๙/๔๖๑ ขัคควิสาณสูตร)

     ๒๐. การสมาคมกับสัตบุรุษคราวเดียวเท่านั้น การสมาคมนั้นย่อมรักษาผู้นั้นไว้ การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้มากครั้ง ก็รักษาไม่ได้

           พึงอยู่ร่วมกับสัตบุรุษ พึงกระทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ เพราะรู้ทั่วถึงสัทธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อม

           ราชรถอันวิจิตรตระการตายังคร่ำคร่าได้ และแม้สรีระก็เข้าถึงชราโดยแท้ ส่วนธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เข้าถึงความคร่ำคร่า สัตบุรุษกับสัตบุรุษเท่านั้นรู้กันได้

           ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝั่งข้างโน้นของมหาสมุทรเขากล่าวกันว่าไกล ธรรมของสัตบุรุษและธรรมของอสัตบุรุษ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่าไกลยิ่งกว่านั้น

      (๔๔/๑๘๙ มหาสุตโสมชาดก)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๒๑. ถ้าว่าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปรกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้ บุคคลนั้นพึงครอบงำอันตรายทั้งปวง มีใจชื่นชม มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น

           ถ้าว่าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน ผู้เที่ยวไปด้วยกัน มีปรกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้ บุคคลนั้นพึงเที่ยวไปผู้เดียว

           การเที่ยวไปของบุคคลผู้เดียวประเสริฐกว่า (การเที่ยวไปกับคนพาล) เพราะความเป็นสหายไม่มีในชนพาล บุคคลพึงเที่ยวไปผู้เดียว และไม่พึงทำบาปทั้งหลาย

    (๓๘/๗๖-๗๗ คาถาธรรมบท)

     ๒๒. การเห็นสัตบุรุษทั้งหลายผู้พร้อมเพรียงพร้อมด้วยสีลาทิคุณ ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ เป็นเหตุตัดความสงสัยเสียได้ ทำความรู้ให้เจริญงอกงาม สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมกระทำพาลชนให้เป็นบัณฑิตได้ เพราะฉะนั้น การสมาคมกับสัตบุรุษ จึงยังประโยชน์ให้สำเร็จได้

     (๔๑/๓๘๙ สุสารทเถรคาถา)

     ๒๓. บุคคลควรสมาคมกับสัปบุรุษผู้เป็นบัณฑิตชี้แจงประโยชน์เท่านั้น เพราะธีรชนทั้งหลายเป็นผู้ไม่ประมาท เห็นประจักษ์ด้วยปัญญา ย่อมได้บรรลุถึงประโยชน์อย่างใหญ่ ประโยชน์อย่างลึกซึ้ง เห็นได้ยาก ละเอียด สุขุม

     (๔๑/๓๖๑ ปุณณมันตานีปุตตเถรคาถา)

     ๒๔. ถ้าบุคคลได้สหายที่มีปัญญารักษาตัวร่วมทางจร เป็นนักปราชญ์ มีปรกติให้สำเร็จประโยชน์อยู่ คุ้มอันตรายทั้งปวงได้ พึงชื่นชม มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้นเถิด

           ถ้าไม่ได้สหายที่มีปัญญารักษาตัวร่วมทางจร เป็นนักปราชญ์ มีปรกติให้สำเร็จประโยชน์อยู่ พึงเป็นผู้ผู้เดียวเที่ยวไป เหมือนพระราชาที่ทรงสละราชสมบัติ และเหมือนช้างมาตังคะในป่า ฉะนั้น การเที่ยวไปคนเดียวประเสริฐกว่า เพราะไม่มีความเป็นสหายกันในคนพาล พึงเป็นผู้ผู้เดียวเที่ยวไป และไม่พึงทำบาป

     (๒๒/๓๖๕ อุปักกิเลสสูตร)

     ๒๕. พืชอันหว่านลงในนาที่สมบูุรณ์ เมื่อฝนตกต้องตามฤดูกาล ธัญญชาติย่อมงอกงาม ไม่มีศัตรูพืช ย่อมแตกงอกงาม ถึงความไพบูลย์ให้ผลเต็มที่ ฉันใด โภชนะที่บุคคลถวายในสมณพราหมณ์ผู้มีศีลสมบูรณ์ ก็ฉันนั้น ย่อมนำมาซึ่งกุศลอันสมบูรณ์ เพราะกรรมที่เขาทำนั้นสมบูรณ์แล้ว

           เพราะฉะนั้น บุคคลในโลกนี้ ผู้หวังกุศลสัมปทา จงเป็นผู้มีประโยชน์ถึงพร้อม พึงคบหาท่านผู้มีปัญญาสมบูรณ์ ปุญญสัมปทาย่อมสำเร็จได้อย่างนี้ ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ได้จิตสัมปทาแล้ว กระทำกรรมให้บริบูรณ์ ย่อมได้ผลบริบูรณ์ รู้โลกนี้ตามความเป็นจริง พึงถึงทิฐิสัมปทา อาศัยมรรคสัมปทา มีใจบริบูรณ์ ย่อมบรรลุอรหัต เพราะกำจัดมลทินทั้งปวงได้แล้ว บรรลุนิพพานสัมปทาได้แล้ว ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง การหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงนั้น จักเป็นสรรพสัมปทา

     (๓๕/๒๙๕-๒๙๖ เขตตสูตร)

     ๒๖. มิตรที่ดีงามย่อมให้ของที่ดีงามให้ได้ยาก รับทำกิจที่ทำได้ยาก อดทนถ้อยคำหยาบคาย แม้ยากที่จะอดใจไว้ได้ บอกความลับของตนแก่เพื่อน ปิดบังความลับของเพื่อน ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ เมื่อเพื่อนสิ้นโภคสมบัติ ก็ไม่ดูหมิ่น ฐานะเหล่านี้มีอยู่ในบุคคลใดบุคคลนั้นเป็นมิตรแท้ ผู้ประสงค์จะคบมิตร ก็ควรคบมิตรเช่นนั้น

     (๓๕/๔๙ สขสูตร)

     ๒๗. บุคคลควรนั่งร่วมกับสัตบุรุษ ควรทำความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ บุคคลทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

     (๒๓/๓๓ สัพภิสูตร)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๒๘. ถ้าว่าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน ผู้เที่ยวไปร่วมกันได้ มีปรกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้ พึงครอบงำอันตรายนั้นทั้งปวง เป็นผู้มีใจชื่นชม มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น

           หากว่าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญาเครื่องรักษาตน ผู้เที่ยวไปร่วมกันได้ มีปรกติอยู่ด้วยกรรมดี เป็นนักปราชญ์ไซร้ พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว ดุจพระราชาทรงชนะแล้วเสด็จเที่ยวไปผู้เดียว ดุจช้างชื่อมาตังคะละโขลงเที่ยวอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว

     (๓๙/๔๕๘ ขัคควิสาณสูตร)

     ๒๙. บุคคลไม่พึงประทุษร้ายต่อมิตร เพราะผู้ประทุษร้ายต่อมิตร เป็นคนเลวทรามที่สุด จะหาคนอื่นที่เลวกว่าเป็นไม่มี

     (๔๓/๗๕๐ ปัณฑรกชาดก)

     ๓๐. บุรุษผู้คบหากับคนเลวทราม ย่อมเลวทราม ผู้คบหากับคนที่เสมอกับตน ย่อมไม่เสื่อมในกาลไหนๆ เมื่อจะเข้าไปคบหากับคนที่ดีกว่าตน ควรรีบเข้าไปคบหา เพราะฉะนั้น จงคบแต่ผู้ที่ดีกว่าตน

     (๔๒/๓๐๔ มโนชชาดก)

     ๓๑. บุคคลไม่ควรคบมิตรเลวทราม ไม่ควรคบบุรุษอาธรรม์ ควรคบมิตรดี ควรคบบุรุษสูงสุด บุคคลผู้อิ่มเอิบในธรรม มีใจผ่องใสแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข

     (๓๘/๓๓ คาถาธรรมบท)

     ๓๒. นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ฟ้ากับแผ่นดินไกลกัน ฝั่งสมุทรก็ไกลกัน พระอาทิตย์ส่องแสงยามอุทัยกับยามอัสดงคตไกลกัน บัณฑิตกล่าวว่า ธรรมของสัตบุรุษกับธรรมของอสัตบุรุษไกลกันยิ่งกว่านั้น

           การสมาคมของสัตบุรุษมั่นคงยืนยาว ย่อมเป็นอย่างนั้นตราบเท่ากาลที่พึงดำรงอยู่ ส่วนการสมาคมของอสัตบุรุษย่อมจืดจางเร็ว เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษจึงไกลจากธรรมของอสัตบุรุษ

     (๓๒/๘๖ สุวิฑูรสูตร)

     ๓๓. ภิกษุผู้ออกบวชด้วยศรัทธา ยังเป็นผู้ใหม่ต่อการศึกษา พึงคบหากัลยาณมิตรผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ไม่เกียจคร้าน พึงเป็นผู้ฉลาดอยู่ในสงฆ์ ศึกษาวินัยด้วยอำนาจการบำเพ็ญวัตรปฏิบัติให้บริบูรณ์ พึงเป็นผู้ปฏิบัติในสิ่งควรและไม่ควร ไม่ควรถูกตัณหาครอบงำเที่ยวไป

     (๔๑/๔๓๙-๔๔๐ อุบาลีเถรคาถา)

     ๓๔. ดูกรอานนท์ ก็ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว ดูกรอานนท์ อันภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘

     (๒๙/๒-๓ อุปัฑฒสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอานนท์)

     ๓๕. ดูกรอานนท์ ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมกระทำซึ่งอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้มากได้ อย่างนี้

           ดูกรอานนท์ โดยปริยายแม้นี้ พึงทราบว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว

     (๒๓/๑๗๓ ทุติยอัปปมาทสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอานนท์)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๓๖. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังข้อนี้ได้ คือ ตนจักเป็นผู้มีศีล จักสำรวมระวังในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษเพียงเล็กน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

           จักเป็นผู้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งกถาอันเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส เป็นที่สบายในการเปิดจิต คือ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา ปวิเวกกถา อสังสัคคกถา วิริยารัมภกถา สีลกถา สมาธิกถา ปัญญากถา วิมุติกถา วิมุตติญาณทัสนกถา

           จักเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมเป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม

           จักเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับเป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แหละภิกษุนั้นตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการนี้แล้ว พึงเจริญธรรม ๔ ประการให้ยิ่งขึ้นไป คือ พึงเจริญอสุภะเพื่อละราคะ พึงเจริญเมตตาเพื่อละความพยาบาท พึงเจริญอานาปานสติ เพื่อเข้าไปตัดวิตก พึงเจริญอนิจจสัญญาเพื่อถอนอัสมิมานะ

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนัตตสัญญาย่อมปรากฏแก่ภิกษุผู้ได้อนิจจสัญญา ผู้ที่ได้อนัตตสัญญาย่อมบรรลุนิพพาน อันถอนเสียได้ซึ่งอัสมิมานะในปัจจุบันทีเดียว

     (๓๖/๔๕๑-๔๕๒ สัมโพธิสูตร)

     ๓๗. ภิกษุใดผู้มีมิตรดี มีความยำเกรง มีความเคารพ กระทำตามคำของมิตรดีทั้งหลาย มีสติสัมปชัญญะ ภิกษุนั้นพึงบรรลุธรรมอันเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวงโดยลำดับ

     (๓๘/๓๐๖-๓๐๗ เสขสูตร)

     ๓๘. ภิกษุเป็นที่รักใคร่ พอใจ เป็นที่เคารพ ควรสรรเสริญ ฉลาดพูด อดทนต่อถ้อยคำ พูดถ้อยคำลึกซึ้ง ไม่ชักนำในทางที่ไม่ดี ฐานะเหล่านี้มีอยู่ในภิกษุใด ภิกษุนั้นเป็นมิตรแท้ มุ่งอนุเคราะห์แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ผู้ประสงค์จะคบมิตร ควรคบมิตรเช่นนั้นแม้จะถูกขับไล่

     (๓๕/๕๐ สขสูตร)

     ๓๙. ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตรเป็นที่พึ่งอาศัย ปรารภความเพียร เจริญกุศลธรรมเพื่อบรรลุนิพพานอันเกษมจากโยคะ พึงบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวงโดยลำดับ

     (๔๒/๖๖ อลีนจิตตชาดก)

 

หมวดถัดไป  ๓.๖ หมวดผู้ครองเรือน

กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

เชิญร่วมบุญ