|
๙. บุรุษย่อมสำคัญเบญจขันธ์ใดว่า นี่ของเรา เบญจขันธ์นั้นอันบุรุษนั้นย่อมละแม้เพราะความตาย พุทธมามกะผู้เป็นบัณฑิตรู้โทษแม้นี้แล้ว ไม่ควรน้อมไปเพื่อความยึดถือว่าของเรา (๔๖/๒๐๔ ชราสุตตนิเทส) |
|
๑๐. ชนทั้งหลายผู้ติดใจในวัตถุที่ถือว่าของเรา ย่อมไม่ละความโศก ความรำพันและความหวงแหน เพราะฉะนั้น มุนีทั้งหลายผู้เห็นความปลอดโปร่ง ละซึ่งความยึดถือได้เที่ยวไปแล้ว (๔๖/๒๐๘ ชราสุตตนิเทส) |
|
๑๑. ผู้ใดไม่มีความถือว่าของตนในโลก เมื่อสิ่งที่ถือว่าของตนไม่มี ย่อมไม่เศร้าโศก และไม่ถึงความลำเอียงในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นแลเรียกว่าผู้สงบ (๔๖/๔๑๓ ปุราเภทสุตตนิเทส) |
|
๑๒. ท่านทั้งหลายจงดูชนทั้งหลายผู้ถือว่าสิ่งนั้นๆ เป็นของเรา กำลังดิ้นรนอยู่ เหมือนปลาในแอ่งน้ำน้อยมีกระแสขาดสิ้นแล้ว ดิ้นรนอยู่ ฉะนั้น นรชนเห็นโทษแม้นั้นแล้ว ไม่พึงประพฤติเป็นคนถือว่าสิ่งนั้นๆ เป็นของเรา ไม่กระทำความติดข้องอยู่ในภพทั้งหลาย พึงกำจัดความพอใจในที่สุดทั้ง ๒ (มีผัสสะและเหตุเกิดแห่งผัสสะเป็นต้น) กำหนดรู้ผัสสะแล้ว ไม่กำหนัดตามในธรรมทั้งปวง มีรูปเป็นต้น ติเตียนตนเองเพราะข้อใด อย่าทำข้อนั้น เป็นนักปราชญ์ไม่ติดอยู่ในรูปที่ได้เห็น และเสียงที่ได้ฟัง เป็นต้น กำหนดรู้สัญญาแล้วพึงข้ามโอฆะ เป็นมุนีไม่ติดอยู่ในอารมณ์ที่ควรหวงแหน ถอนลูกศร คือ กิเลสออกเสีย ไม่ประมาทเที่ยวไปอยู่ ย่อมไม่ปรารถนาโลกนี้ และโลกหน้า (๓๙/๖๕๐-๖๕๑ กุหัฏฐกสูตร) |
|
๑๓. ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขตธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก (๓๘/๘๑ คาถาธรรมบท) |
|
๑๔. หยาดน้ำย่อมไม่ติดในใบบัว วารีย่อมไม่ติดในดอกบัว ฉันใด มุนีย่อมไม่เข้าไปติดในรูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน และอารมณ์ที่ทราบ ฉันนั้น (๔๖/๒๒๑ ชราสุตตนิเทส) |
|
๑๕. มุนีไม่อาศัยแล้วในสิ่งทั้งปวง ไม่ทำสัตตสังขารว่าเป็นที่รัก และไม่ทำสัตตสังขารว่าเป็นที่ชัง ความรำพันและความหวงแหนมิได้ติดในมุนีนั้นเหมือนน้ำไม่ติดในใบบัว ฉะนั้น (๔๖/๒๑๖ ชราสุตตนิเทส) |
|
๑๖. มุนีกำหนดรู้สัญญาแล้ว ไม่เข้าไปติดในความยึดถือทั้งหลาย พึงข้ามโอฆะได้ เป็นผู้ถอนลูกศรเสียแล้ว ไม่ประมาท ประพฤติอยู่ ย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า (๔๖/๘๗ คุหัฏฐกสุตตนิเทส) |

