|
๑๗. ดูกรภิกษุทั้งหลาย การขับร้อง คือ การร้องไห้ ในวินัยของพระอริยเจ้า การฟ้อนรำ คือ ความเป็นบ้า ในวินัยของพระอริยเจ้า การหัวเราะจนเห็นฟันพร่ำเพรื่อ คือ ความเป็นเด็กในวินัยของพระอริยเจ้า เพราะเหตุนั้นแหละ จงละเสียโดยเด็ดขาดในการขับร้องฟ้อนรำ เมื่อท่านทั้งหลายเบิกบานในธรรม ก็ควรแต่ยิ้มแย้ม (๓๑/๔๑๗-๔๑๘ โรณสูตร) |
|
๑๘. ดูกรอานนท์ ก็การเจริญอินทรีย์อันไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยเจ้าเป็นอย่างไร ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจขึ้นเพราะเห็นรูปด้วยจักษุ เพราะได้ยินเสียงด้วยโสต เพราะดมกลิ่นด้วยฆานะ เพราะลิ้มรสด้วยชิวหา เพราะถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย เพราะรู้ธรรมารมณ์ด้วยมโน เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า เราเกิดความชอบใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและความไม่ชอบใจแล้วเช่นนี้ ก็สิ่งนั้นแล เป็นสังขตะ หยาบ อาศัยกันเกิดขึ้นยังมีสิ่งที่ละเอียด ประณีต นั่นคือ อุเบกขา เธอจึงดับความพอใจ ความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วนั้นเสีย อุเบกขาจึงดำรงมั่น ดูกรอานนท์ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งดับความชอบใจความไม่ชอบใจ ทั้งความชอบใจและไม่ชอบใจ อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ได้เร็วพลันทันที โดยไม่ลำบากเหมือนอย่างบุรุษมีตาดีกระพริบตา เหมือนอย่างบุรุษมีกำลังดีดนิ้วมือโดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างหยาดน้ำกลิ้งไปบนใบบัว ย่อมไม่ติดในที่ที่กลิ้งไปสักหน่อย เหมือนอย่างบุรุษมีกำลังตะล่อมก้อนเขฬะไว้ตรงปลายลิ้น แล้วถ่มไปโดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียดโดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียดโดยไม่ลำบาก เหมือนอย่างบุรุษมีกำลังหยดหยาดน้ำสองหรือสามหยาดลงในกะทะเหล็กที่ร้อนจัดตลอดวัน ความหยดลงแห่งหยาดน้ำยังช้า ทันทีนั้นหยาดน้ำนั้นยังถึงความสิ้นไป แห้งไปเร็วทีเดียว ฉะนั้น ดูกรอานนท์ นี้เราเรียกว่า การเจริญอินทรีย์ในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ ในเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต ในกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ ในรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา ในโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย ในธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน อย่างไม่มีวิธีอื่นยิ่งกว่าในวินัยของพระอริยะ (๒๒/๖๕๒-๖๕๗ อินทรียภาวนาสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอานนท์) |
|
๑๙. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระโคดมเสวยอาหารประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ (๑) ไม่เสวยเพื่อเล่น (๒) ไม่เสวยเพื่อมัวเมา (๓) ไม่เสวยเพื่อประดับ (๔) ไม่เสวยเพื่อตกแต่ง (๕) เสวยเพื่อดำรงพระกายนี้ไว้ (๖) เสวยเพื่อยังพระชนมชีพให้เป็นไป (๗) เสวยเพื่อปัองกันความลำบาก (๘) เสวยเพื่อทรงอนุเคราะห์พรหมจรรย์ ด้วยทรงพระดำริว่าเพียงเท่านี้ก็จักกำจัดเวทนาเก่าได้ จักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น ร่างกายของเราจักเป็นไปสะดวก จักไม่มีโทษ และจักมีความอยู่สำราญ (๒๐/๖๑๓ พรหมายุสูตร อุดรมาณพกล่าวกับพรหมายุพราหมณ์) |
|
๒๐. แมลงวันคือความดำริที่อิงราคะ จักไต่ตอมบุคคลผู้ไม่คุ้มครองในจักษุและโสต ไม่สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลาย ภิกษุผู้ทำตนให้เป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง ชุ่มเพราะกลิ่นดิบ ย่อมอยู่ห่างไกลจากนิพพาน เป็นผู้มีส่วนแห่งความคับแค้นถ่ายเดียว คนพาลสันดาลเขลา ถูกแมลงวันทั้งหลายไต่ตอม ไม่ได้เพื่อนที่เสมอตน พึงเที่ยวไปในบ้านบ้าง ในป่าบ้าง ส่วนชนพวกที่สมบูรณ์ด้วยศีล ยินดีในธรรมเป็นที่เข้าไปสงบด้วยปัญญา เป็นผู้สงบระงับ อยู่เป็นสุข แมลงวันไม่อาศัยเขา (๓๑/๔๕๑ กฏวิยสูตร) |
หมวดถัดไป ๕.๑๓ หมวดสติ
กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

