พระพุทธศักดิ์สิทธิ์ วัดโพรงจระเข้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
นำทางสู่การพ้นทุกข์

ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เหมือนถูกนำมาโยนลงในนรก ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ กายทุจริต ๑ วจีทุจริต ๑ มโนทุจริต ๑ มิจฉาทิฐิ ๑

     (๓๒/๓๗๑ โศภนวรรค)

     ๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในนรก เหมือนถูกนำมาโยนลง ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้มักพูดเท็จ ๑ พูดส่อเสียด ๑ พูดคำหยาบ ๑ พูดเพ้อเจ้อ ๑ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเกิดในนรก เหมือนถูกนำมาโยนลง

     (๓๒/๑๓๙ มุสาสูตร)

     ๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ ย่อมเกิดในนรก เหมือนถูกนำมาเก็บไว้ ธรรม ๖ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ๖ ลักทรัพย์ ๑ ประพฤติผิดในกาม ๑ พูดเท็จ ๑ มีความปรารถนาลามก ๑ และมีความเห็นผิด ๑

     (๓๔/๖๓๘ นิรยสูตร)

     ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในนรกเหมือนถูกนำมาโยนลง ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ

         (๑) ไม่พิจารณาใคร่ครวญก่อนแล้วกล่าวสรรเสริญบุคคลที่ไม่ควรสรรเสริญ

         (๒) กล่าวติเตียนบุคคลที่ควรสรรเสริญ

         (๓) ปลูกความเลื่อมใสในฐานะที่ไม่ควรเลื่อมใส

         (๔) ปลูกความไม่เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส

     (๓๒/๑๓๙ วัณณสูตร)

     ๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ไม่ละมลทิน ๓ ประการ จะต้องถูกเก็บไว้ในนรกเหมือนถูกขัง ฉะนั้น ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ

         (๑) เป็นผู้ทุศีล และไม่ละมลทินแห่งความเป็นผู้ทุศีล

         (๒) เป็นผู้ริษยา และไม่ละมลทินแห่งความริษยา

         (๓) เป็นผู้ตระหนี่ และไม่ละมลทินแห่งความตระหนี่

     (๓๑/๑๖๗ มลสูตร)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๖. ดูกรภิกษุทั้งหลาย คติ ๒ อย่าง คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง อันผู้มีการงานลามกพึงหวังได้

     (๓๑/๙๖-๙๗ ปฐมปัณณาสก์)

     ๗. ขณะอย่าล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะว่าผู้ที่ล่วงขณะเสียแล้ว เป็นผู้ยัดเยียดกันในนรก ย่อมเศร้าโศก

     (๓๘/๗๔ คาถาธรรมบท)

     ๘. นรชนใดผู้มีปัญญาทราม ประกอบด้วยธรรม ๒ ประการนี้ คือ ศีลอันลามก ๑ ทิฐิอันลามก ๑ นรชนนั้น เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงนรก

     (๓๘/๓๒๘ สีลสูตร)

     ๙. บุคคลผู้กล่าวคำไม่จริงย่อมเข้าถึงนรก หรือแม้ผู้ใดทำบาปกรรมแล้ว กล่าวว่ามิได้ทำ ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรกเช่นเดียวกัน แม้คนทั้งสองนั้นเป็นมนุษย์ผู้มีกรรมเลวทราม ละไปแล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันในโลกหน้า

     (๓๘/๗๒-๗๓ คาถาธรรมบท)

     ๑๐. นรชนใดย่อมฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ในโลก คบชู้ภรรยาของผู้อื่น กล่าวคำเท็จ และประกอบการดื่มสุราเมรัยเนืองๆ นรชนนั้นไม่ละเวร ๕ ประการแล้ว เราเรียกว่าเป็นผู้ทุศีล มีปัญญาทราม ตายไปแล้วย่อมเข้าถึงนรก

           นรชนใดไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ในโลก ไม่คบชู้ภรรยาของผู้อื่น ไม่กล่าวคำเท็จ และไม่ประกอบการดื่มสุราเมรัย นรชนนั้นละเวร ๕ ประการแล้ว เราเรียกว่าเป็นผู้มีศีล มีปัญญา เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติ

     (๓๓/๒๙๗ เวรสูตร)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๑๑. ความโกรธ การพูดเท็จ การโกง ความประทุษร้ายมิตร ความเป็นคนตระหนี่ ความเย่อหยิ่ง ความริษยา ความมักได้ ความลังเล การเบียดเบียนผู้อื่น ความโลภ ความคิดประทุษร้าย ความเมา และความหลง สัตว์ผู้ประกอบในกิเลสเหล่านี้ จัดว่าไม่หมดกลิ่นร้าย ต้องไปอบาย มีพรหมโลกอันปิดแล้ว

     (๑๕/๓๐๓ มหาโควินทสูตร)

     ๑๒. บุคคลผู้มีปัญญาทราม กระทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต และอกุศลกรรมอย่างอื่น อันประกอบด้วยโทษ ไม่กระทำกุศลกรรม กระทำแต่อกุศลกรรมเป็นอันมาก เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงนรก

     (๓๘/๓๒๖ ตปนียสูตร)

     ๑๓. บุคคลผู้มีปัญญาทราม กระทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต และกระทำอกุศลกรรมอย่างอื่น อันประกอบด้วยโทษ ไม่กระทำกุศลกรรม กระทำอกุศลกรรมเป็นอันมาก เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงนรก

     (๓๘/๓๖๙-๓๗๐ ทุจริตสูตร)

     ๑๔. บุคคลในโลกนี้ ตั้งใจไว้ผิด กล่าววาจาผิด กระทำการงานผิดด้วยกาย ผู้มีการสดับน้อย ทำกรรมอันไม่เป็นบุญไว้ในชีวิต อันมีประมาณน้อย ในมนุษย์โลกนี้ เขาผู้มีปัญญาทราม เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงนรก

     (๓๘/๓๗๖-๓๗๗ มิจฉาทิฐิสูตร)

     ๑๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้เห็นสัตว์ผู้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดมั่นการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไป เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

     (๓๘/๓๗๖ มิจฉาทิฐิสูตร)


ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๑๖. ดูกรอานนท์ เรากล่าวว่ากายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าเป็นกิจไม่ควรทำโดยส่วนเดียว ดูกรอานนท์ เมื่อบุคคลทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ที่เรากล่าวว่าเป็นกิจไม่ควรทำโดยส่วนเดียว โทษอย่างนี้อันผู้นั้นพึงหวังได้ คือ

           (๑) แม้ตนเองก็ติเตียนตนเองได้

           (๒) ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วย่อมติเตียนได้

           (๓) กิตติศัพท์ชั่วย่อมกระฉ่อนไป

           (๔) เป็นคนหลงทำกาละ

           (๕) เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

     (๓๑/๙๒-๙๓ ปฐมปัณณาสก์ พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอานนท์)

     ๑๗. บุคคลใดฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิด หมู่มหาชนพึงมาประชุมกันแล้ว สวดวิงวอนสรรเสริญ ประนมมือ เดินเวียนรอบบุรุษนั้นว่า ขอบุรุษนี้เมื่อตาย จงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ก็จริง แต่บุรุษนั้นเมื่อตาย พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

     (๒๘/๕๐๕ ภูมกสูตร)

     ๑๘. ดูกรวาเสฏฐะ และภารทวาชะ กษัตริย์ก็ดี...พราหมณ์ก็ดี...แพศย์ก็ดี...ศูทรก็ดี...สมณะก็ดี ประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เพราะยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิเป็นเหตุ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ทั้งสิ้น

     (๑๖/๑๒๓ อัคคัญญสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับวาเสฏฐะและภารทวาชะสามเณร)

     ๑๙. อานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้ ลึกซึ้งสุดประมาณ และปรากฏเป็นของลึก ดูกรอานนท์ เพราะไม่รู้จริง เพราะไม่แทงตลอดซึ่งธรรมอันนี้ หมู่สัตว์นี้ จึงเกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปม ประหนึ่งกระจุกด้าย เป็นผู้เกิดมาเหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง จึงไม่พ้นอบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร

     (๑๕/๘๕ มหานิทานสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอานนท์)

     ๒๐. บัณฑิตเห็นภัยในนรกแล้ว พึงเว้นบาปเสีย สมาทานอริยธรรมแล้ว พึงเว้นบาปเสีย ไม่พึงเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ในเมื่อความพยายามมีอยู่ ไม่พึงกล่าวคำเท็จทั้งที่รู้ ไม่พึงแตะต้องของที่เจ้าของไม่ให้ ยินดีด้วยภรรยาของตน ไม่พึงยินดีภริยาผู้อื่น และไม่พึงดื่มสุราเมรัยเครื่องยังจิตให้หลงใหล

           พึงระลึกถึงพระสัมพุทธเจ้าเสมอ และพึงตรึกถึงพระธรรมเสมอ พึงอบรมจิตให้ปราศจากพยาบาท อันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เทวโลก ทักษิณาทานที่ผู้ต้องการบุญแสวงหาบุญให้แล้วในสัตบุรุษก่อน ในเมื่อเทยยธรรมเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นทักษิณามีผลไพบูลย์

           ในหมู่มนุษย์ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล และปุกกุสะ บรรดามนุษย์เหล่านั้นทุกๆ ชาติ คนผู้ที่ฝึกแล้ว ย่อมเกิดเป็นผู้มีวัตรดี ตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล กล่าวคำสัตย์ มีใจประกอบด้วยหิริ ละชาติและมรณะได้แล้ว อยู่จบพรหมจรรย์ ปลงภาระลงแล้ว ไม่ประกอบด้วยกิเลส ได้ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ เป็นผู้ถึงฝั่่งแห่งธรรมทั้งปวง ดับแล้ว เพราะไม่ถือมั่น ก็ทักษิณาที่บำเพ็ญในผู้นั้น ผู้ปราศจากความกำหนัด เป็นบุญเขต ย่อมมีผลไพบูลย์ ส่วนคนพาลผู้ไม่รู้แจ้ง มีปัญญาทราม ไม่ได้สดับ ย่อมให้ทานในภายนอก ไม่คบหาสัตบุรุษ

     (๓๓/๓๐๗-๓๐๘ คิหิสูตร)

 

หมวดถัดไป  ๕.๑ หมวดศรัทธา

กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

เชิญร่วมบุญ