พระพุทธศักดิ์สิทธิ์ วัดโพรงจระเข้
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
นำทางสู่การพ้นทุกข์

ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner)

     ๙. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย ๔ อย่างนี้ เมื่อบุคคลกำลังลงน้ำ พึงหวังได้ คือ ภัยเพราะคลื่น ภัยเพราะจระเข้ ภัยเพราะน้ำวน ภัยเพราะปลาร้าย

         ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย ๔ อย่างนี้ ก็ฉันนั้น เมืื่อบุคคลบางคนในโลกนี้ ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยนี้ พึงหวังได้ ภัย ๔ อย่างเป็นไฉน คือ

            (๑) ภัยเพราะคลื่น เป็นชื่อของความคับใจด้วยสามารถความโกรธ

            (๒) ภัยเพราะจระเข้ เป็นชื่อของความเป็นผู้เห็นแก่ท้อง

            (๓) ภัยเพราะน้ำวน เป็นชื่อของกามคุณห้า

            (๔) ภัยเพราะปลาร้าย เป็นชื่อของมาตุคาม

     (๑๙/๒๓๗-๒๔๐ จาตุมสูตร)

     ๑๐. ภิกษุเป็นที่เลื่องลือว่า เป็นบัณฑิต อธิษฐานความประพฤติผู้เดียว แม้ภายหลังประกอบในเมถุนธรรม จักเศร้าหมอง เหมือนคนโง่ ฉะนั้น

     (๔๖/๒๕๑ ติสสเมตเตยยสุตตนิเทส)

     ๑๑. บุคคลใด เป็นผู้เดียวเที่ยวไปในเบื้องต้น(ภายหลัง) ย่อมส้องเสพเมถุนธรรม บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่าเป็นปุถุชนคนเลวในโลก เหมือนยวดยานที่หมุนไป ฉะนั้น

     (๔๖/๒๓๘ ติสสเมตเตยยสุตตนิเทส)

     ๑๒. ความคับแค้นของบุคคลผู้ประกอบเมถุนธรรมมีอยู่ บุคคลผู้ประกอบเมถุนธรรมย่อมลืมแม้คำสั่งสอน และย่อมปฏิบัติผิด การปฏิบัตินี้เป็นกิจไม่ประเสริฐของบุคคลนั้น

           บุคคลใดประพฤติอยู่ผู้เดียวในกาลก่อนแล้ว เสพเมถุนธรรม(ในภายหลัง) บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่า เป็นคนมีกิเลสมากในโลก เหมือนยวดยานที่แล่นไปใกล้เหว ฉะนั้น ยศและเกียรติคุณในกาลก่อนของบุคคลนั้น ย่อมเสื่อม

           บุคคลเห็นโทษแม้นี้แล้ว ควรศึกษาไตรสิกขาเพื่อละเมถุนธรรม ผู้ใดไม่ละเมถุนธรรม ผู้นั้นถูกความดำริครอบงำแล้ว ซบเซาอยู่ เหมือนคนกำพร้า ฉะนั้น ผู้นั้นฟังเสียงอันระบือไปของชนเหล่าอื่นแล้ว เป็นผู้เก้อเขิน เช่นนั้น

           อนึ่ง ผู้ใดอันวาทะของบุคคลอื่นตักเตือนแล้ว ยังกระทำกายทุจริตเป็นต้น ผู้นี้แหละพึงเป็นผู้มีเครื่องผูกใหญ่ ย่อมถือเอาโทษแห่งมุสาวาท บุคคลอันผู้อื่นรู้กันดีแล้วว่าเป็นบัณฑิต อธิษฐานการเที่ยวไปผู้เดียว แม้ในภายหลัง ประกอบเมถุนธรรม ย่อมมัวหมองเหมือนคนงมงาย ฉะนั้น

           มุนีในศาสนานี้ รู้โทษในเบื้องต้นและเบื้องปลายนี้แล้ว ควรกระทำการเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่นคง ไม่ควรเสพเมถุนธรรม ควรศึกษาวิเวกเท่านั้น การประพฤติวิเวกนี้ เป็นกิจอันสูงสุดของพระอริยเจ้าทั้งหลาย มุนีไม่ควรสำคัญตนว่าเป็นผู้ประเสริฐสุดด้วยวิเวกนั้น มุนีนั้นแลย่อมอยู่ใกล้นิพพาน

           หมู่สัตว์ผู้ยินดีแล้วในกามทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ต่อมุนีผู้สงัดแล้วเที่ยวไปอยู่ ผู้ไม่มีความห่วงใยในกามทั้ังหลาย ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว ฉะนี้แล้ว

     (๓๙/๖๖๑-๖๖๒ ติสสเมตเตยยสุตตนิเทส)

     ๑๓. สาวกของพระสมณโคดมเหล่าใด แม้บาดหมางกับเพื่อนพรหมจรรย์แล้ว ลาสิกขาสึกไป แม้สาวกเหล่านั้น ก็ยังกล่าวสรรเสริญคุณพระศาสดา พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นแต่ติเตียนตนเอง ไม่ติเตียนผู้อื่นว่า ถึงพวกเราจักได้มาบวชในธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้วอย่างนี้ แต่ไม่อาจจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ให้บริบูรณ์จนตลอดชีวิตได้ เป็นคนไม่ม่ีบุญ มีบุญน้อยเสียแล้ว สาวกของพระสมณโคดมเหล่านั้น จะเป็นอารามิกก็ดี เป็นอุบาสกก็ดี ก็ยังประพฤติมั่นอยู่ในสิกขาบทห้า

     (๑๙/๓๖๕-๓๖๖ มหาสกุลุทายิสูตร สกุลุทายิปริพาชกกราบทูลพระผู้มีพระภาค)

     ๑๔. ผู้ใดละทองคำและเงินแล้ว ยังกลับมารับทองคำและเงินนั้นอีก ไฉนผู้นั้นจะพึงเงยหน้าในระหว่างบัณฑิตทั้งหลายได้เล่า เพราะเงินหรือทองคำย่อมไม่มีเพื่อความสงบใจแม้แก่บุคคลนั้น เงินและทองนั้นเป็นของไม่สมควรแก่สมณะ ไม่เป็นอริยทรัพย์แท้จริง ทองคำและเงินนี้ เป็นเหตุให้เกิดความโลภ นำมาซึ่งความมัวเมา ให้เกิดความลุ่มหลงเป็นเครื่องให้กำหนัดพัวพัน มีความระแวง มีความคับแค้นเป็นอันมาก และไม่มีความยั่งยืนมั่นคง ก็คนทั้งหลายผู้ยินดีในทรัพย์นั้น ชื่อว่าเป็นผู้ประมาท มีใจเศร้าหมอง

     (๔๑/๗๒๖-๗๒๗ สุภากัมมารธีตาเถรีคาถา)

     ๑๕. ญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนที่ตายแล้ว หรือยังเป็นอยู่แต่หายไป แต่คนใดละกามทั้งหลายแล้วจะกลับมาในกามนี้อีก ญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนนั้น เพราะเขาเป็นอยู่ต่อไปอีกก็เหมือนตายแล้ว

     (๒๔/๔๒๓ สานุสูตร)

     ๑๖. ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้หลอกลวง มีใจกระด้าง ประจบประแจง ประกอบด้วยกิเลสอันปรากฏดุจเขา มีกิเลสดุจไม้อ้อสูงขึ้น มีใจไม่ตั้งมั่น ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่งอกงามในธรรม อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว

     (๓๘/๔๓๖ กุหนาสูตร)

เชิญร่วมบุญ