
|
๑. ดูกรพราหมณ์ กามคูณ ๕ ประการนี้ (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ) เรียกว่า "โลก" ในวินัยของพระอริยเจ้า (๓๖/๕๕๖ พราหมณ์สูตร พระผู้มีพระภาคตรัสกับพราหมณ์ผู้ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะ ๒ คน) |
|
๒. เมื่ออายตนะภายในและภายนอก ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น โลกย่อมกระทำความเชยชิดในอายตนะภายในและภายนอก ๖ โลกยึดถืออายตนะภายในและภายนอก ๖ นั่นแหละ เมื่ออายตนะภายในและภายนอก ๖ มี โลกจึงเดือดร้อน (๓๙/๔๘๘ เหมวตสูตร) |
|
๓. โลกอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ โลกไม่แจ่มแจ้ง เพราะความตระหนี่ (เพราะความประมาท) เรากล่าวตัณหา ว่าเป็นเครื่องฉาบทาโลกไว้ ทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลกนั้น (๓๙/๗๑๖ อชิตปัญหา) |
|
๔. โลกมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องประกอบไว้ ความตรึกไปต่างๆ เป็นเครื่องพิจารณา (เป็นเครื่องสัญจร) ของโลกนั้น เพราะละตัณหาได้เด็ดขาด ท่านจึงกล่าวว่านิพพาน เมื่อบุคคลไม่เพลิดเพลินเวทนาทั้งภายในและภายนอก ระลึกอย่างนี้เที่ยวไปอยู่วิญญาณจึงจะดับ (๓๙/๗๔๐-๗๔๑ อุทยปัญหา) |
|
๕. โลกอันความอยากผูกไว้ เพราะกำจัดความอยากเสียได้จึงหลุดพ้น เพราะละความอยากได้ขาด จึงตัดเครื่องผูกได้ทั้งหมด (๒๓/๗๗ อิจฉาสูตร) |
|
๖. โลกอันมฤตยูปิดไว้ โลกตั้งอยู่แล้วในทุกข์ โลกอันตัณหาดักไว้ อันชราล้อมไว้ (๒๓/๓๖ ปิหิตสูตร) |
|
๗. โลกอันมฤตยูกำจัดแล้ว อันชราล้อมไว้แล้ว อันลูกศรคือตัณหาเสียบแล้ว อันความอยากเผาให้ร้อนแล้วในกาลทุกเมื่อ (๒๓/๗๕ อัพภาหตสูตร) |
|
๘. ในกาลไหนๆ ที่สุดแห่งโลก อันใครๆ ไม่พึงถึงด้วยการไป และการเปลื้องตนให้พ้นจากทุกข์ ย่อมไม่มีเพราะไม่ถึงที่สุดแห่งโลก เพราะฉะนั้นแล ท่านผู้รู้แจ้งโลกมีเมธาดี ถึงที่สุดแห่งโลก มีพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว เป็นผู้มีบาปอันสงบ รู้ที่สุดแห่งโลกแล้ว ย่อมไม่หวังโลกนี้และโลกหน้า (๓๒/๘๒-๘๓ โรหิตัสสสูตร) |


| ขออนุโมทนากับเจ้าของภาพ (Thank you, Image owner) |
|
๙. สัตว์ย่อมไม่เกิด ย่อมไม่แก่ ย่อมไม่ตาย ย่อมไม่จุติ ย่อมไม่อุบัติ ในโอกาสใด เราไม่กล่าวโอกาสนั้นว่า เป็นที่สุดแห่งโลก ที่ควรรู้ ควรเห็น ควรถึง ด้วยการไปและเราย่อมไม่กล่าว การกระทำที่สุดแห่งทุกข์ เพราะไปไม่ถึงที่สุดแห่งโลก แต่เราย่อมบัญญัติโลก เหตุเกิดแห่งโลก ความดับแห่งโลก และปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งโลกในอัตภาพอันมีประมาณวาหนึ่ง มีสัญญาและมีใจนี้เท่านั้น (๓๒/๘๒ โรหิตัสสสูตร) |
|
๑๐. รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ทั้งสิ้นนี้เป็นโลกามิสอันแรงกล้า โลกหมกมุ่นอยู่ในอารมณ์เหล่านี้ ส่วนสาวกของพระพุทธเจ้ามีสติก้าวล่วงโลกามิสนั้น และก้าวล่วงบ่วงมารแล้ว รุ่งเรืองอยู่ดุจพระอาทิตย์ ฉะนั้น (๒๓/๒๒๖ อายตนสูตร) |
|
๑๑. ผู้ใดไม่ทะเยอทะยานในโลกนี้หรือโลกอื่น ผู้นั้นเป็นผู้จบไตรเพท เป็นผู้สันโดษ สำรวมแล้ว ไม่ติดอยู่ในธรรมทั้งปวง เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของโลก (๔๑/๓๖๔ ปุฌณมาสเถรคาถา) |
หมวดถัดไป ๒.๔ หมวดกรรม
กลับสู่เมนู อ่านพระไตรปิฎกและรวมคำสอนจากพระโอษฐ์ที่นี่

