พระพุทธศักดิ์สิทธิ์
พระพุทธศักดิ์สิทธิ์
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
นำทางสู่การพ้นทุกข์
นำทางสู่การพ้นทุกข์

๑๕๗. คุณชาดก ว่าด้วยมิตรธรรม

ขุททกนิกายภาค ๑
ทุกนิบาต
๑.ทัฬหวรรค
คุณชาดก
ว่าด้วยมิตรธรรม

      พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภพระอานนทเถระได้ผ้าสาฏกพันผืน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้

      เรื่องพระเถระบอกธรรมภายในพระราชวังของพระเจ้ากรุงโกศล ปรากฎแล้วใน มหาสารชาดก ในตอนหลัง

      พระเถระเมื่อบอกธรรมอยู่ภายในพระราชวังของพระราชาได้มีผู้นำผ้าสาฏกพันผืน ราคาผืนละพันมาถวายแด่พระราชาพระราชาได้พระราชทานผ้าสาฏก ๕๐๐ ผืนแด่พระเทวี ๕๐๐ นางทุก ๆ นางเก็บผ้าสาฏกเหล่านั้นไว้ ในวันรุ่งขึ้นได้นำไปถวายแด่พระอานนทเถระ ตนเองห่มผ้าสาฏกเก่า ๆ ไปเฝ้าปฏิบัติพระราชาในตอนเช้า พระราชาตรัสถามว่า เราให้ผ้าสาฏกราคาตั้งพันแก่พวกเจ้า เพราะเหตุไรพวกเจ้าจึงไม่ห่มผ้าเหล่านั้นมา

      ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท พวกหม่อมฉันได้ถวายผ้าเหล่านั้นแก่พระเถระเสียแล้วเพคะ

      พระอานนทเถระรับไว้ทั้งหมดหรือ

      รับไว้ทั้งหมดเพคะ

      พระราชาทรงกริ้วพระเถระว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตจีวรเพียง ๓ ผืน พระอานนทเถระเห็นจักทำการค้าผ้า ท่านจึงรับไว้มากมายนัก เสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จแล้ว จึงเสด็จไปพระวิหาร เสด็จไปยังที่อยู่ของพระเถระ ทรงนมัสการพระเถระ แล้วประทับนั่งตรัสถามว่า พระคุณเจ้า พวกหญิงในเรือนของข้าพเจ้ายังฟังธรรมหรือเรียนธรรมในสำนักของท่านอยู่หรือ

      ยังฟังธรรมหรือเรียนธรรมอยู่ พวกหญิงเหล่านั้นเรียนสิ่งที่ควรเรียน ฟังสิ่งที่ควรฟัง ถวายพระพร

      พวกเธอฟังเท่านั้นหรือถวายผ้านุ่งผ้าห่มแก่พระคุณเจ้าด้วย

      ขอถวายพระพร วันนี้พวกหญิงเหล่านั้นได้ถวายผ้าสาฏกราคาหนึ่งพันประมาณ ๕๐๐ ผืน

      พระคุณเจ้ารับไว้หรือ

      ขอถวายพระพร อาตมารับไว้

      พระคุณเจ้าพระศาสดาทรงอนุญาตผ้าไว้เพียง ๓ ผืน เท่านั้นมิใช่หรือ

      ขอถวายพระพรถูกแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตจีวร ๓ ผืนเท่านั้นแก่ภิกษุรูปหนึ่งโดยหลักการสำหรับใช้ แต่มิได้ทรงห้ามการรับ เพราะฉะนั้นอาตมารับผ้านั้นไว้ก็เพื่อถวายแก่ภิกษุซึ่งมีจีวรเก่ารูปอื่น

      ก็ภิกษุเหล่านั้นได้ผ้าไปจากพระคุณเจ้าแล้ว จักทำอะไรกับจีวรผืนเก่า

      ขอถวายพระพรจักทำจีวรผืนเก่าเป็นผ้าห่ม

      พระคุณเจ้า ผ้าห่มผืนเก่าเล่าจักทำเป็นอะไร

      ขอถวายพระพรจักทำเป็นผ้านุ่ง

      พระคุณเจ้า ผ้านุ่งผืนเก่าเล่าจักทำเป็นอะไร

      ขอถวายพระพรจักทำเป็นผ้าปูนอน

      พระคุณเจ้าผ้าปูนอนผืนเก่าเล่าจักทำเป็นอะไร

      ขอถวายพระพร จักทำเป็นผ้าปูพื้น

      พระคุณเจ้าผ้าปูพื้นผืนเก่าเล่าจักทำเป็นอะไร

      ขอถวายพระพรจักทำเป็นผ้าเช็ดเท้า

      พระคุณเจ้าผ้าเช็ดเท้าผืนเก่าเล่า จักทำเป็นอะไร

      ขอถวายพระพร ธรรมดาของที่ถวายด้วยศรัทธาจะทำให้เสียไปไม่ควร เพราะฉะนั้นภิกษุทั้งหลายจักสับผ้าเช็ดเท้าผืนเก่า ผสมกับดินเหนียวฉาบทาที่เสนาสนะ

      พระคุณเจ้าของที่ถวายท่านแล้วย่อมไม่ได้ความเสียหาย โดยที่สุดแม้กระทั่งผ้าเช็ดเท้าหรือ

      ขอถวายพระพรถูกแล้วแม้ผ้าที่ถวายอาตมาก็มิได้เสียหาย ย่อมเป็นของใช้สอยทั้งนั้น พระราชาทรงชื่นชมโสมนัสยิ่งนักรับสั่งให้จ่ายผ้าอีก ๕๐๐ ผืนที่เก็บไว้ในพระตำหนักมาถวายพระเถระ ครั้นทรงฟังอนุโมนทนาแล้ว จึงทรงนมัสการพระเถระกระทำประทักษิณ แล้วเสด็จกลับ

      พระเถระก็ได้ถวายผ้าสาฏก ๕๐๐ ผืนที่ได้มาครั้งแรกแก่ภิกษุผู้มีจีวรเก่า อนึ่งพระเถระมีสิทธิงวิหาริกอยู่ประมาณ ๕๐๐ บรรดาท่านเหล่านั้น ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งมีอุปการะแก่พระเถระมาก เช่นกวาดบริเวณสถานที่ เข้าไปตั้งน้ำใช้ น้ำฉัน ถวายไม้สีฟัน น้ำล้างหน้าและน้ำสรง ชำระล้างวัจจกุฏี จัดเรือนไฟและเสนาสนะ นวดมือ นวดเท้า นวดหลังเป็นต้น พระเถระได้ถวายผ้า ๕๐๐ ผืน ที่ได้ครั้งหลังทั้งหมดแก่ภิกษุหนุ่มรูปนั้นด้วยเห็นเหมาะสมว่า ภิกษุหนุ่มรูปนี้เป็นผู้มีอุปการะมาก แม้ภิกษุรูปนั้นก็ได้แบ่งผ้าเหล่านั้นทั้งหมด ถวายแก่ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌาย์ของตน

      ภิกษุทั้งหลายผู้ได้ผ้าสาฏกเหล่านั้นทั้งสิ้น ก็ตัดย้อมแล้วนุ่งและห่มผ้ากาสายะอันสีดุจดอกกรรณิกา พากันเข้าไปเฝ้าพระศาสดา นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ พระอริยสาวกชั้นโสดาบัน ยังมีการให้เห็นแก่หน้าอยู่หรือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพระอริยสาวกให้เพราะเห็นแก่หน้านั้นไม่มี ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเถระผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก (คลังธรรม) อุปัชฌายะของข้าพระองค์ทั้งหลาย ให้ผ้าสาฏก ๕๐๐ ผืนราคาหนึ่งพันแก่ภิกษุรูปเดียวเท่านั้น แต่ภิกษุหนุ่มรูปนั้นได้แบ่งผ้าที่ตนได้ให้แก่พวกข้าพระองค์พระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานนท์มิได้ให้แก่ภิกษุเพราะเห็นแก่หน้า แต่ว่าภิกษุหนุ่มรูปนั้นมีอุปการะแก่เธอมาก เพราะฉะนั้นเธอคิดเห็นด้วยอำนาจอุปการะของผู้อุปการะแก่ตนว่า ขึ้นชื่อว่า ผู้มีอุปการะเราควรทำอุปการะตอบด้วยอำนาจคุณและด้วยอำนาจการกระทำอันเหมาะสม จึงได้ให้ด้วยความกตัญญูกตเวที ด้วยประการฉะนี้

      อันที่จริง บัณฑิตแต่ก่อนก็ยังทำอุปการะตอบแก่ผู้มีอุปการะแก่ตนเหมือนกัน ครั้นเมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสว่า

      ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นราชสีห์ อาศัยอยู่ในถ้ำเขา วันหนึ่งราชสีห์นั้นออกจากถ้ำยืนอยู่บนยอดเขามองดูเชิงเขา ได้มีสระใหญ่ล้อมรอบเชิงเขานั้น ในที่ดอนแห่งหนึ่งของสระนั้น มีหญ้าเขียวอ่อนเกิดขึ้นบนหลังเปือกตมอันแห้ง จำพวกเนื้อเล็ก ๆ เป็นต้นว่า กระต่าย แมว และสุนัขจิ้งจอกเที่ยวและเล็มหญ้าเหล่านั้นบนหลังเปือกตมแห้ง แม้ในวันนั้นเนื้อตัวหนึ่งก็เที่ยวและเล็มหญ้านั้น ราชสีห์คิดว่า จักจับเนื้อนั้นกินเสีย จึงกระโดดลงจากยอดเขา วิ่งไปด้วยกำลังของราชสีห์ เนื้อกลัวตายส่งเสียร้องหนีไป ราชสีห์ไม่สามารถยั้งความเร็วไว้ได้ จึงตกจมลงไปเหนือเปือกตมแห้ง ไม่สามารถจะขึ้นได้ ได้ยืนปักเท้าทั้งสี่เหมือนเสา อดอาหารอยู่เจ็ดวัน

      ลำดับนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเที่ยวหาอาหาร ครั้นเห็นราชสีห์นั้นเข้าจึงหนีไปด้วยความกลัว ราชสีห์เห็นสุนัขจิ้งจอกจึงร้องเรียกแล้วพูดว่า พ่อมหาจำเริญสุนัขจิ้งจอก อย่าหนีเลย ข้าพเจ้าติดหล่ม ช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด

      สุนัขจิ้งจอกจึงวิ่งเข้าไปหาราชสีห์แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าจะช่วยยกท่านขึ้น แต่ข้าพเจ้ายกท่านขึ้นมาแล้ว ข้าพเจ้าเกรงว่าท่านจะกินข้าพเจ้าเสียน่ะซิ

      ราชสีห์พูดว่า อย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าจะไม่กินท่านดอก แต่ข้าพเจ้าจักสนองคุณท่าน ท่านจงหาทางยกข้าพเจ้าขึ้นเถิด

      สุนัขจิ้งจอกรับคำปฏิญญาของราชสีห์แล้ว จึงตะกุยเลนรอบเท้าทั้งสี่ ขุดเป็นลำรางสี่ตอนของเท้าทั้งสี่แล้วทำให้น้ำไหลเข้าไป น้ำไห]ลเข้าไปทำให้เลนอ่อน ขณะนั้นสุนัขจิ้งจอกจึงเข้าไประหว่างท้องของราชสีห์ ร้องบอกว่า พยายามเถิดนาย เอาศีรษะดุนท้อง ราชสีห์ออกกำลังโดดขึ้นจากหล่มวิ่งไปยืนอยู่บนบก

      ราชสีห์พักอยู่ครู่หนึ่ง จึงลงไปสู่สระอาบน้ำชำระโคลนตมหายเหนื่อยแล้ว จึงฆ่าควายได้ตัวหนึ่ง จึงเอาเคี้ยวฉีกเนื้อวางไว้ข้างหน้าสุนัขจิ้งจอกพร้อมกับพูดว่า กินเสียเถิดสหาย เมื่อสุนัขจิ้งจอกกินแล้ว ตัวจึงกินภายหลัง สุนัขจิ้งจอกกัดชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่งคายไว้

      ราชสีห์ถามว่า ทำดังนี้เพื่อประสงค์อะไรสหาย

      สุนัขจิ้งจอกตอบว่า ทาสีของข้าพเจ้ายังมีอยู่ ชิ้นนี้จักเป็นส่วนของเธอ

      ราชสีห์กล่าวว่า เอาไปเถิด แม้ตนเองก็คาบเนื้อไปเพื่อนางราชสีห์ แล้วกล่าวว่า มาเถิดสหาย เราจักไปบนยอดเขา ไปยังที่อยู่ของนางสหายของเรา แล้วพากันไป ณ ที่นั้นให้นางราชสีห์กินเนื้อแล้วปลอบสุนัขจิ้งจอกและนางสุนัขจิ้งจอกว่า ตั้งแต่นี้ไป เราจักปฏิบัติท่าน แล้วนำไปยังที่อยู่ของตน ให้สุนัขจิ้งจอกสองผัวเมียอยู่ในถ้ำอีกถ้ำหนึ่งใกล้ประตูถ้ำ

      ตั้งแต่นั้นมาเมื่อราชสีห์ไปหาอาหาร ก็ให้นางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอกอยู่เฝ้าถ้ำ ตนเองไปกับสุนัขจิ้งจอกฆ่าเนื้อต่างชนิด ทั้งสองตัวกินเนื้อด้วยกัน ณ ที่นั้น แล้วนำมาให้นางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอก เมื่อกาลเวลาผ่านไป นางราชสีห์คลอดลูกออกสองตัว แม้นางสุนัขจิ้งจอกก็คลอดลูกออกสองตัวเหมือนกัน สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด อยู่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดี

      อยู่มาวันหนึ่งนางราชสีห์ได้เฉลียวใจว่า ราชสีห์นี้ดูรักนางสุนัขจิ้งจอกและลูกสุนัขจิ้งจอกเสียเหลือเกิน ชะรอยราชสีห์นี้จะมีการเชยชมกับนางสุนัขจิ้งจอกก็เป็นได้ จึงรักกันถึงอย่างนี้ ถ้ากระไรเราจะเบียดเบียนคุกคามให้สุนัขจิ้งจอกหนีไปจากที่นี้ให้ได้ ครั้นถึงเวลาที่ราชสีห์พาสุนัขจิ้งจอกไปหาอาหาร นางราชสีห์จึงเบียดเบียนคุกคามนางสุนัขจิ้งจอกว่า ทำไมเจ้าจึงอยู่ในที่นี้ไม่หนีไปเสีย แม้ลูก ๆ นางสุนัขจิ้งจอกจึงบอกเรื่องนั้นแก่สุนัขจิ้งจอกแล้วกล่าวว่า เรารู้ไม่ได้ว่า นางราชสีห์ได้ทำตามคำของราชสีห์ เราอยู่มานานแล้ว เรากลับไปที่อยู่ของเราเถิด

      สุนัขจิ้งจอกฟังคำจองนางสุนัขจิ้งจอก จึงเข้าไปหาราชสีห์กล่าวว่า นาย เราอยู่ในสำนักของท่านมานานแล้ว ธรรมดาผู้ที่อยู่นาน ๆ นักย่อมไม่เป็นที่พอใจ ในเวลาที่เราออกไปหาอาหารกันนางราชสีห์เบียดเบียนขู่นางสุนัขจิ้งจอกว่า ทำไมเจ้าจึงอยู่ในที่นี้ไม่หนีไปเสีย แม้ลูกราชสีห์ก็คุกคามลูกสุนัขจิ้งจอก ผู้ใดไม่ชอบให้ผู้ใดอยู่ในสำนักตน ผู้นั้นพึงขับไล่เขาว่า จงไปเสียดีกว่า รบกวนกันมีประโยชน์อะไร แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :

ผู้เป็นใหญ่ย่อมขับไล่ผู้น้อยได้ตามความต้องการของตน

นี่เป็นธรรมดาของผู้มีกำลัง

นางมฤคีผู้มีฟันคมแหลมของท่าน ได้คุกคามบุตรภรรยาของเรา

ขอท่านจงทราบเถิด ภัยเกิดแต่ที่พึ่งแล้ว

      ราชสีห์ได้ฟังคำของนางสุนัขจิ้งจอกแล้ว จึงกล่าวกะนางราชสีห์ว่า นี่แน่ะน้อง เมื่อครั้งกระโน้น เจ้ายังระลึกได้ไหมว่าเราไปหาอาหาร พอถึงวันที่เจ็ดได้มากับสุนัขจิ้งจอก และนางสุนัขจิ้งจอก

      จำได้จ้ะ

      เจ้ารู้ถึงเหตุที่เรามิได้มาตลอด ๗ วันหรือ

      ไม่รู้จ้ะ

      นี่แน่น้อง เราไปด้วยตั้งใจว่าจักจับเนื้อสักตัวหนึ่งแล้วพลาดลงไปติดหล่ม ไม่อาจจะขึ้นมาได้จากนั้นได้ยืนอดอาหารอยู่ ๗ วัน เรารอดชีวิตมาได้เพราะอาศัยสุนัขจิ้งจอกนี้ สุนัขจิ้งจอกนี้เป็นสหายช่วยชีวิตเรา จริงอยู่ ผู้สามารถจะตั้งอยู่ในธรรมของมิตร ชื่อว่ามีกำลังน้อยไม่มีเลย ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่าได้ดูหมิ่นสหายของเรา นางสุนัขจิ้งจอกและลูกน้อย แล้วราชสีห์จึงกล่าวคาถาที่สองว่า :

ถ้าผู้ใดเป็นมิตร แม้จะมีกำลังน้อย แต่ตั้งอยู่ในมิตรธรรม

ผู้นั้นชื่อว่าเป็นญาติ เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นมิตรและเป็นสหายของเรา

แน่ะนางมฤคี ท่านอย่าดูหมิ่นสหายของเราอีกนะ

เพราะว่าสุนัขจิ้งจอกตัวนี้ให้ชีวิตเรา

      นางราชสีห์ฟังคำของราชสีห์แล้วจึงขอโทษสุนัขจิ้งจอก ตั้งแต่นั้นมาก็อยู่กลมเกลียวกันกับนางสุนัขจิ้งจอกนั้นพร้อมทั้งลูก แม้ลูกราชสีห์ก็เล่นหัวกับลูกสุนัขจิ้งจอก แม้เมื่อพ่อแม่ซึ่งชื่นชอบกันได้ล่วงลับไปแล้ว ก็ไม่ทำลายความเป็นมิตรต่อกัน อยู่กันอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ นัยว่าไมตรีของสัตว์เหล่านั้นมิได้แตกทำลายได้เป็นไปชั่วเจ็ดตระกูล

      พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประกาศอริยสัจ ทรงประชุมชาดก

      ในเมื่อจบอริยสัจ ภิกษุบางพวกได้เป็นโสดาบัน บางพวกได้เป็นสาทาคามี บางพวกเป็นพระอนาคามี บางพวกได้เป็นพระอรหัต

      สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้นได้เป็นอานนท์

      ส่วนราชสีห์ได้เป็นเราตถาคตนี้แล

จบ คุณชาดก

อรรถกถาชาดกพระเจ้า 547 พระชาติ