พระพุทธศักดิ์สิทธิ์
พระพุทธศักดิ์สิทธิ์
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
นำทางสู่การพ้นทุกข์
นำทางสู่การพ้นทุกข์

๑๕๖. อลีนจิตตชาดก ว่าด้วยกัลยาณมิตร

ขุททกนิกายภาค ๑
ทุกนิบาต
๑.ทัฬหวรรค
อลีนจิตตชาดก
ว่าด้วยกัลยาณมิตร

      พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุคลายความเพียรรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้

      เรื่องราวจักมีแจ้งใน สังวรชาดก ในเอกาทสกนิบาต ภิกษุนั้นเมื่อพระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุได้ยินว่า เธอคลายความเพียรจริงหรือ กราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า

      ลำดับนั้นพระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อก่อนเธอได้ทำความเพียรยึดเอาราชสมบัติในกรุงพาราณสีประมาณ ๑๒ โยชน์ ถวายราชกุมารหนุ่มเช่นกับชิ้นเนื้อมิใช่หรือ เหตุไรในบัดนี้ เธอบวชในพระศาสนาเห็นปานนี้ จึงคลายความเพียรเสียเล่า แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า

      ในอดีตกาล ครั้งเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี ได้มีบ้านช่างไม้อยู่ไม่ห่างจากกรุงพาราณสี พวกช่างไม้ ๕๐๐ คน อาศัยอยู่ ณ ที่นั้น พวกเขาเดินเรือขึ้นเหนือน้ำแล้วพากันเข้าไปในป่า ตัดฟันไม้เครื่องสร้างปราสาทต่างชนิด มีพื้นชั้นเดียวและสองชั้นเป็นต้น ณ ที่นั้นเองแล้วทำเครื่องหมายไว้ในไม้ทุกชิ้น ตั้งแต่เสาเป็นต้นไป ขนไปยังฝั่งแม่น้ำบรรทุกเรือล่องมาถึงพระนครตามกระแสน้ำ ผู้ใดต้องการเรือนชนิดใดก็สร้างเรือนชนิดนั้นแก่ผู้นั้น แล้วรับเอาค่าจ้างกลับไป ขนเครื่องเรือนในที่นั้นมาอีก

      เมื่อเขาได้หาเลี้ยงชีวิตอยู่อย่างนี้ คราวหนึ่งเมื่อเขาตั้งค่ายตัดฟันไม้อยู่ในป่า ในที่ไม่ไกลนักมีช้างตัวหนึ่งเหยียบตอตะเคียนเข้า ตอได้แทงเท้าช้างเข้า มันเจ็บปวดเป็นกำลัง เท้าบวมกลัดหนอง ช้างได้รับทุกขเวทนาสาหัส ได้ยินเสียงตัดฟันไม้ของพวกช่างไม้ จึงคิดใจว่าเราจักอาศัยพวกช่างไม้เหล่านี้ทำให้เราหายจากความเจ็บปวดนี้ได้ จึงได้เดินสามเท้าเข้าไปหาเขาหมอบลงใกล้ ๆ ช่างไม้เห็นช้างมีเท้าบวม จึงตรงเข้าไปใกล้พบตออยู่ที่เท้าแล้วใช้มีดคมกรีดรอบตอ ใช้เชือกดึงตอออกบีบหนอง เอาน้ำอุ่นซะ ต่อไม่นานนักแผลก็หายด้วยการใช้ยาที่ถูกต้อง

      เมื่อช้างหายเจ็บปวดจึงคิดว่า เรารอดชีวิต เพราะอาศัยช่างไม้ จึงทำการช่วยงานพวกช่างไม้ เมื่อช่างไม้จะนำไม้มาถาก ช้างก็ช่วยพลิกให้ ส่งเครื่องมือมีมีดเป็นต้นให้กับพวกช่างไม้ มันใช้งวงฟันจับปลายเชือกสายบรรทัด ในเวลาบริโภคอาหาร พวกช่างไม้ต่างก็ให้ก้อนข้าวแก่มันคนละปั้น ให้ถึง ๕๐๐ ปั้น อนึ่งช้างนั้นมีลูกขาวปลอด เป็นลูกช้างอาชาไนย เพราะเหตุนั้นมันจึงคิดว่า เวลานี้เราก็แก่เฒ่าเราควรให้ลูกแก่ช่างไม้เหล่านี้ เพื่อทำงานแทนเราแล้วเข้าป่าไป ช้างนั้นมิได้บอกแก่พวกช่างไม้ในเรื่องนี้ แต่ก็ได้เข้าป่าไปนำลูกมา แล้วกว่างแก่พวกช่างไม้ว่า ช้างน้อยเชือกนี้เป็นลูกของข้าพเจ้า พวกท่านได้ช่วยชีวิตของข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าขอให้ลูกนี้เป็นบำเหน็จค่าหมอของพวกท่าน ตั้งแต่นี้ไปลูกช้างนี้จักทำการงานให้พวกท่าน แล้วจึงสอนลูกว่า ดูก่อนเจ้าลูกน้อย ตั้งแต่นี้ต่อไปเจ้าจงทำการงานแทนเรา ครั้นมอบลูกน้อยให้พวกช่างไม้แล้ว ตัวเองก็เข้าป่าไป

      ตั้งแต่นั้นมา ลูกช้างก็ทำตามคำของพวกช่างไม้ เป็นสัตว์ว่านอนสอนง่าย กระทำกิจการทั่วไป แม้พวกช่างไม้ก็เลี้ยงดูลูกช้างน้อยด้วยอาหาร ๕๐๐ ปั้น ลูกช้างน้อยทำงานเสร็จแล้วก็ลงแม่น้ำอาบเล่นแล้วก็กลับ พวกเด็กช่างไม้ก็จับลูกช้างน้องที่งวงเป็นต้น เล่นกับลูกช้างทั้งในน้ำและบนบก ธรรมดาชาติอาชาไนยทั้งหลาย จะเป็นช้างก็ตาม ม้าก็ตาม คนก็ตาม ย่อมไม่ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะลงในน้ำเพราะฉะนั้นลูกช้างจึงไม่ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะลงในน้ำ ถ่ายแต่ริมฝั่งแม่น้ำเท่านั้น

      อยู่มาวันหนึ่ง ฝนตกลงมาเหนือแม่น้ำ คูถลูกช้างที่แห้งก็ไหลไปสู่แม่น้ำ ได้ติดอยู่ที่พุ่มไม้แห่งหนึ่งที่ท่ากรุงพาราณสี ครั้นนั้นพวกควาญช้างของพระราชานำช้าง ๕๐๐ เชือกไปด้วยประสงค์จะให้อาบน้ำ ช่างเหล่านั้นได้กลิ่นคูถของช้างอาชาไนยเข้า จึงไม่กล้าลงแม่น้ำสักตัวเดียว ชูหางพากันหนีไปหมด พวกควาญช้างจึงแจ้งเรื่องแก่นายหัตถาจารย์ พวกเขาคิดกันว่าในน้ำต้องมีอันตราย จึงทำความสะอาดน้ำเห็นคูถช้างอาชาไนยติดอยู่ที่พุ่มไม้ ก็รู้ว่านี่เองเป็นเหตุในเรื่องนี้ จึงให้นำถาดมาใส่น้ำขยำคูถลงในถาดนั้นแล้วให้รดจนทั่วตัวช้างทั้งหลาย ตัวช้างก็มีกลิ่นหอม ช้างเหล่านั้นจึงลงอาบน้ำกันได้ นายหัตถาจารย์ทูลเล่าเรื่องราวนั้นแด่พระราชาแล้วกราบทูลว่า ขอเดชะพระองค์ควรสืบหาช้างอาชาไนยนั้นนำมาเถิดพระเจ้าข้า

      พระราชาเสด็จสู่แม่น้ำด้วยเรือขนาน เมื่อเรือขนานแล่นไปถึงตอนบน ก็บรรลุถึงที่อยู่ของพวกช่างไม้ ลูกช้างกำลังเล่นน้ำอยู่ได้ยินเสียงกลอง จึงกลับไปยืนอยู่กับพวกช่างไม้ พวกช่างไม้ถวายการต้อนรับพระราชาแล้วกราบทูลว่า ขอเดชะหากพระองค์มีพระประสงค์ด้วยไม้ เหตุไรต้องเสด็จมา จะทรงส่งคนให้ขนไปไม่ควรหรือพระเจ้าข้า

      พระราชารับสั่ง นี่แน่ พนาย เรามิได้มาเพื่อประสงค์ไม้ดอก แต่เรามาเพื่อต้องการช้างเชือกนี้

      พวกช่างไม้กราบทูลว่า ขอเดชะโปรดให้จับไปเถิดพระเจ้าข้า

      แต่ลูกช้างไม่ปรารถนาจะไป พวกควาญช้างจึงไม่สามารถจับลูกช้างนั้นได้

      พระราชารับสั่งถามว่าช้างจะให้ทำอย่างไรเล่า พนาย

      พวกเขากราบทูลว่า ขอเดชะ ช้างจะให้พระราชทานค่าเลี้ยงดูแก่ช่างไม้พระเจ้าข้า

      พระราชารับสั่งว่า ตกลง พนาย แล้วโปรดให้วางกหาปณะลงที่เท้าช้างทั้ง ๔ ข้าง ที่งวงและที่หางแห่งละแสนกหาปณะ แม้ได้ให้ถึงเพียงนี้แต่ช้างก็ไม่ไป ครั้นพระราชทานผ้าคู่แก่ช่างไม้ทั้งหมด พระราชทานผ้าสากฏสำหรับนุ่งแก่ภรรยาช่างไม้ แม้ได้ให้เพิ่มถึงเพียงนี้ช้างก็ยังไม่ไป ต่อเมื่อพระราชทานเครื่องบริหารสำหรับเด็ก แก่เด็กชายหญิงที่เล่นอยู่ด้วยกัน ลูกช้างจึงเหลียวไปดูพวกช่าง เหล่าสตรีและพวกเด็กแล้วเดินไปกับพระราชา พระราชาทรงพาไปถึงพระนคร รับสั่งให้ประดับพระนครและโรงช้าง ทรงให้ช้างกระทำปทักษิณพระนคร แล้วให้เข้าไปโรงช้าง ทรงประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง ทรงทำการอภิเษกขึ้นเป็นราชพาหนะ ทรงตั้งไว้ในฐานะเป็นสหายของพระองค์ พระราชทานราชสมบัติกึ่งหนึ่งแก่ช้าง ได้ทรงกระทำการเลี้ยงดูเสมอด้วยพระองค์ ตั้งแต่ช้างมา ราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้น ได้ตกอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระราชาสิ้นเชิง

      ครั้นกาลเวลาผ่านไปอย่างนี้ พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชาพระองค์นั้น ในเวลาที่พระนางทรงครรภ์แก่ พระราชาได้สวรรคตเสียแล้ว พวกพญาช้างนั้นหากพึงรู้ว่าพระราชาได้สวรรคตเสียแล้ว หัวใจของพญาช้างก็ต้องแตกทำลายไป ณ ที่นั้นเอง ดังนั้นพวกคนเลี้ยงช้างจึงบำรุงมิให้พญาช้างรู้ว่า พระราชาได้สวรรคตเสียแล้ว ฝ่ายพระเจ้ากรุงโกศล ซึ่งมีพระราชอาณาจักรใกล้เคียงกันทรงสดับข่าวว่า พระราชาสวรรคตแล้ว ทรงดำริว่า นัยว่าราชสมบัติกรุงพาราณสีว่างผู้ครอง จึงยกกองทัพใหญ่ล้อมพระนคร ชาวพระนครพากันปิดประตูเมือง ส่งสาส์นถวายพระเจ้ากรุงโกศลว่า พระอัครมเหสีของพระราชาของพวกข้าพเจ้าทรงครรภ์แก่ พวกโหรทำนายว่า จากนี้ไปเจ็ดวันพระอัครมเหสีจักคลอดพระโอรส พวกข้าพเจ้าจักขอรบในวันที่เจ็ด จักไม่มอบราชสมบัติให้ ขอได้โปรดจงรอไว้ชั่วเวลาเพียงเท่านี้

      พระเจ้ากรุงโกศลทรงรับว่า ตกลง ครั้นถึงวันที่เจ็ดพระเทวีประสูติพระโอรส ก็ในวันขนานพระนาม มหาชนได้ขนานพระนามพระโอรสว่า อลีนจิตราชกุมาร เพราะพระโอรสทรงบันดาลให้จิตท้อแท้ของมหาชนมีขวัญดีขึ้น ตั้งแต่วันที่พระโอรสประสูติ ชาวพระนครของพระองค์ก็สู้รบกับพระเจ้ากรุงโกศล เพราะขาดผู้นำ แม้จะมีกำลังต่อสู้มากมายเพียงไรเมื่อต่อสู้ไปก็ถอยกำลังลงทีละน้อย ๆ พวกอำมาตย์พากันกราบทูลความนั้นแด่พระเทวี แล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้าเมื่อกำลังลดถอยลงอย่างนี้ พวกข้าพเจ้าเกรงว่าจะแพ้สงคราม มงคลหัตถ์สหายของพระราชา มิได้รู้ว่าพระราชาสวรรคต และพระโอรสประสูติ และพระเจ้ากรุงโกศลเสด็จมาทำสงคราม พวกข้าพเจ้าจะบอกให้พญาช้างนั้นรู้ดีไหมพระเจ้าข้า พระเทวีรับสั่งว่าดีแล้ว จึงตกแต่งพระโอรสให้บรรทมเหนือพระอู่บุด้วยภูษาอย่างดี เสด็จลงจากปราสาท มีหมู่อำมาตย์แวดล้อม เสด็จถึงโรงพญาช้างให้พระโพธิสัตว์บรรทมใกล้ ๆ พญาช้าง แล้วตรัสว่า ดูก่อนพญามงคลหัตถี พระสหายของท่านสวรรคตเสียแล้ว พวกข้าพเจ้ามิได้บอกเพราะเกรงว่าท่านจะหัวใจแตกทำลาย นี่คือพระโอรสแห่งพระสหายของท่าน พระเจ้าโกศลเสด็จมาล้อมพระนคร ต่อสู้กับพระโอรสของท่าน ไพร่พลหย่อนกำลัง ท่านอย่าปล่อยให้พระโอรสของท่านตายเสียเลย จงยึดราชสมบัติมาถวายแก่เธอเถิด

      ขณะนั้นพญามงคลหัตถีก็เอางวงลูบคำพระโพธิสัตว์ แล้วยกขึ้นประดิษฐานไว้เหนือกระพองร้องไห้คร่ำครวญ แล้วจึงวางพระโพธิสัตว์ให้บรรทมบนพระหัตถ์ของพระเทวี แล้วออกจากโรงช้างไป หมายใจว่าจักจับพระเจ้ากรุงโกศล ลำดับนั้นพวกอำมาตย์จึงสวมเกราะ ตกแต่งพญาช้างเปิดประตูพระนคร พากันห้อมล้อมพญาช้างนั้นออกไป พญามงคลหัตถีครั้นออกจากพระนครแล้ว ก็แผดเสียงโกญจนาถยังมหาชนให้หวาดสะดุ้งพากันหนีทำลายค่ายข้าศึก คว้าพระเมาลีพระเจ้ากรุงโกศลไว้ได้แล้วพามาให้หมอบลง ณ บาทมูลของพระโพธิสัตว์ ครั้นหมู่ทหารเข้ารุมล้อมเพื่อจะฆ่าพระเจ้ากรุงโกศล พญาช้างก็ห้ามเสียแล้วถวายโอวาทว่า ตั้งแต่นี้ไปพระองค์อย่าประมาท อย่าสำคัญว่าพระกุมารนี้ยังเป็นเด็ก แล้วจึงกลับไป ตั้งแต่นั้นมาราชสมบัติทั่วชมพูทวีป ก็ตกอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระโพธิสัตว์ ขึ้นชื่อว่าข้าศึกปัจจามิตรอื่น ๆ ไม่สามารถจะเผชิญได้เลย

      พระโพธิสัตว์ได้รับการอภิเษกในเมื่อพระชนม์ได้ ๗ พระพรรษา ทรงพระนามว่า อลีนจิตตราช ทรงปกครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงบำเพ็ญทางไปสวรรค์จนวาระสุดท้ายพระชนมชีพ

      พระศาสดาทรงนำอดีตนี้มา เมื่อทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :

      เสนาหมู่ใหญ่อาศัยเจ้าอลีนจิต มีใจรื่นเริง

     ได้จับเป็นพระเจ้าโกศล ผู้ไม่ทรงอิ่มด้วยราชสมบัติฉันใด

ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตรเป็นที่พึ่งอาศัย

ปรารภความเพียรเจริญกุศลธรรม เพื่อบรรลุนิพพานอันเกษมจากโยคะ

พึงบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวงโดยลำดับ ก็ฉันนั้น

      พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวบยอดแห่งพระธรรมเทศนาด้วยอมตมหานิพพาน ด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงทรงประกาศสัจธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วจึงทรงประชุมชาดก

      ในเมื่อจบสัจธรรม ภิกษุผู้คลายความเพียร ได้บรรลุพระอรหัต

      พระมารดาในครั้งนั้นได้เป็นพระมหามายา

      พระบิดาได้เป็นพระเจ้าสุทโธทนมหาราช

      พญาช้างซึ่งช่วยให้ได้ราชสมบัติ ได้เป็นภิกษุผู้คลายความเพียรรูปนี้

      บิดาของพญาช้างได้เป็นสารีบุตร

      ส่วนอลีนจิตตราชกุมาร ได้เป็นเราตถาคตฉะนี้แล

จบ อลีนจิตตชาดก

อรรถกถาชาดกพระเจ้า 547 พระชาติ