พระพุทธศักดิ์สิทธิ์
พระพุทธศักดิ์สิทธิ์
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
สืบทอดพระพุทธศาสนา
นำทางสู่การพ้นทุกข์
นำทางสู่การพ้นทุกข์

๑๕๐. สัญชีวชาดก ว่าด้วยโทษที่ยกย่องอสัตบุรุษ

ขุททกนิกายภาค ๑
เอกนิบาต
๑๕. กกัณฏกวรรค
สัญชีวชาดก
ว่าด้วยโทษที่ยกย่องอสัตบุรุษ

      พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภการยกย่องอสัตบุรุษของพระเจ้าอชาตศัตรู ตรัส พระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.

      ความพิสดารว่า พระเจ้าอชาตศัตรูนั้น ทรงเลื่อมใสใน พระเทวทัตผู้ทุศีล มีบาปธรรม เป็นเสี้ยนหนามต่อพระพุทธองค์ และพุทธสาวก ทรงยกย่องพระเทวทัตนั้น ผู้ไม่สงบระงับเป็น อสัตบุรุษ ทรงพระดำริว่า จักทำสักการะแก่เธอ ดังนี้แล้ว ทรงบริจาคทรัพย์เป็นอันมาก ให้สร้างวิหารที่คยาสีสประเทศ ทรงเชื่อถ้อยคำของเธอ สำเร็จโทษพระราชบิดา ผู้เป็นพระราชา ผู้ตั้งอยู่ในธรรม เป็นพระอริยสาวกชั้นพระโสดาบันเสีย ตัดรอนอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรคของพระองค์ ถึงความพินาศใหญ่หลวง ครั้นท้าวเธอทรงสดับว่า พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบ ก็สะดุ้งตกพระทัยว่า ตัวเราเล่า จักถูกแผ่นดินสูบบ้างไหมหนอ ไม่ได้รับความสุขในราชสมบัติ ไม่ได้ประสบความยินดีบนพระแท่นบรรทม ทรงหวาดผวาอยู่เที่ยวไป เหมือนเปรตที่ถูกทรมานอย่างรุนแรง ท้าวเธอนึกเห็นเป็นเสมือนกำลังถูกแผ่นดินสูบ เหมือนเปลวเพลิงในอเวจีกำลังแลบออกมา และเหมือนพระองค์ถูกบังคับให้บรรทมหงาย เหนือแผ่นดินเหล็กที่ร้อน แล้วถูกแทงด้วยหลาวเหล็กฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น ขึ้นชื่อว่า ความสงบพระทัย แม้ชั่วครู จึงมิได้มีแก่พระองค์ ผู้หวาดผวาเหมือนไก่ที่ถูกเชือด ท้าวเธอมีพระประสงค์จะเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระประสงค์จะให้พระพุทธองค์ทรงอดโทษ ทั้งมีพระประสงค์จะทูลถามปัญหา แต่เพราะพระองค์มีความผิดอย่างใหญ่หลวง จึงมิอาจที่จะเข้าเฝ้าได้.

      ครั้งนั้นประจวบกับพระนครราชคฤห์ มีงานราตรีประจำเดือนกัตติกา ประชาชนพากันตกแต่งบ้านเมืองประหนึ่งเทพนคร พระเจ้าอชาตศัตรู แวดล้อมไปด้วยหมู่อำมาตย์ ประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์ทองคำ ในท้องพระโรงหลวง ทอดพระเนตรเห็นหมอชีวกโกมารภัจ นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ได้ทรงมีพระปริวิตกว่า เราจักชวนหมอชีวกไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เราไม่อาจที่จะชวนไปตรง ๆ ทีเดียวว่า ชีวกผู้สหาย เราไม่สามารถที่จะไปตามลำพังได้ มาเถิด เธอช่วยพาฉันไปเฝ้าพระศาสดา ด้วยเถิด ดังนี้ ต้องพรรณาถึงความเพริศพริ้งงดงามแห่ง ยามราตรี แก่เขาด้วยปริยายเป็นอันมาก แล้วจึงค่อยกล่าวว่า ไฉนเล่าหนอ วันนี้พวกเราน่าจะเข้าไปหาสมณะ หรือพราหมณ์ ที่เมื่อพวกเราเข้าไปหาท่านจะพึงทำจิตใจให้ผ่องใสได้ ฟังคำนั้นแล้ว พวกอำมาตย์จักพากันพรรณนาคุณศาสดาทั้งหลายของตน ถึงหมอชีวกเล่า ก็คงจะกล่าวพรรณนาคุณแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักชวนเขาไปสู่สำนักพระศาสดา ดังนี้ ท้าวเธอจึงพรรณนาราตรีกาล ด้วยบททั้ง ๕ ดังนี้ :

      ชาวเราเอ๋ย คืนวันเพ็ญ เจิดจ้าแท้ หนอ

      ชาวเราเอ๋ย คืนวันเพ็ญ งามจริง ยิ่งหนอ

      ชาวเราเอ๋ย คืนวันเพ็ญ น่าทัศนา จริงหนอ

      ชาวเราเอ๋ย คืนวันเพ็ญ แจ่มใส จริงหนอ

      ชาวเราเอ๋ย คืนวันเพ็ญ น่ารื่นรมย์ แท้หนอ

      วันนี้ใครเล่าหนอ ที่ชาวเราควรเข้าไปหา ท่านผู้ใดเล่า ที่พวกเราเข้าไปหา จิตใจจะพึงเลื่อมใสได้ ครั้งนั้น อำมาตย์ ผู้หนึ่ง กล่าวถึงคุณของปูรณกัสสป คนหนึ่งกล่าวถึงคุณของ มักขลิโคศาล คนหนึ่งกล่าวถึงคุณของอชิตเกสกัมพล คนหนึ่ง กล่าวคุณปกุทธกัจจายนะ คนหนึ่งกล่าวคุณของสญชัยเวลัฏฐบุตร คนหนึ่งกล่าวคุณของนิครนถนาฏบุตร พระราชาทรงสดับคำของเขาเหล่านั้นแล้ว ได้ทรงดุษณีภาพด้วยว่า ท้าวเธอทรงปรารถนาถ้อยคำของมหาอำมาตย์ชีวกเท่านั้น ฝ่ายหมอชีวกดำริว่า เมื่อพระราชาตรัสกับเรานั่นแหละ เราจึงจักกราบทูล ดังนี้แล้วก็นั่งนิ่งอยู่ในที่ไม่ไกล

      ครั้งนั้น พระราชาจึงตรัสกะเขาว่า "ดูก่อนสหายชีวก ท่านเล่าทำไมจึงนิ่งเสีย" ขณะนั้น ชีวกก็ลุกจากอาสนะ ประณมอัญชลี ไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ กราบทูลว่า "ขอเดชะ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น กำลังเสด็จประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของข้าพระองค์ กับภิกษุสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูป ก็แลกิตติศัพท์อันงามอย่างนี้ เฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ระบือไปแล้ว พลางประกาศปาฏิหาริย์เก้าร้อยประการ อานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีบุรพนิมิตรตั้งแต่ประสูติ เป็นต้นเป็นประเภท" แล้วกราบทูลว่า "ขอเชิญพระองค์ผู้สมมติเทพ เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงสดับธรรม ตรัสถามปัญหาเถิดพระเจ้าข้า"

      พระราชาทรงมีพระมโนรถเต็มเปี่ยม ตรัสว่า "สหายชีวก ถ้าเช่นนั้น เธอจงสั่งให้จัดแจงช้างเถิด" ครั้นรับสั่งให้จัดเตรียมยานพาหนะแล้ว เสด็จดำเนินไปสู่ชีวกัมพวัน ด้วยราชานุภาพอันใหญ่หลวง ทอดพระเนตรเห็น พระตถาคตเจ้า แวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุในโรงโถง ณ ชีวกัมพวัน นั้น ทรงชำเลืองดูหมู่ภิกษุ ผู้ปราศจากการเคลื่อนไหว ประหนึ่งเรือใหญ่ในท่ามกลางทะเล ยามมีคลื่นลมสงบแล้ว ฉะนั้น โดยถ้วนทั่ว ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถนั้นแล ด้วยทรงพระดำริว่า บริษัทเห็นปานดังนี้ เราไม่เคยเห็นเลย พลางประคองอัญชลี แด่พระสงฆ์ ตรัสชมเชย ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลถามปัญหาในสามัญญผล ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงสามัญญผลสูตร ประดับด้วยภาณวาร ๒ ภาณวาร แก่ท้าวเธอ ในเวลาจบพระสูตร ท้าวเธอดีพระทัย ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอดโทษเสด็จ ลุกจากอาสนะ ทรงกระทำปทักษิณ แล้วเสด็จหลีกไป.

      เมื่อพระราชาเสด็จไปแล้วไม่นาน พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาองค์นี้ถูกขุดเสียแล้ว ถูกโค่นเสียแล้ว ถ้าท้าวเธอจักไม่ปลงพระชนม์พระราชบิดา ผู้ประกอบด้วยธรรม เป็นราชาโดยธรรมเสีย เพราะมุ่งความเป็นใหญ่ไซร้ ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน จักบังเกิดในขณะประทับนั่งนี้ทีเดียว แต่ท้าวเธออาศัยพระเทวทัต ทำการยกย่องอสัตบุรุษ จึงเสื่อมเสียจากโสดาปัตติผล" ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลาย ยกเรื่องขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า "ผู้มีอายุทั้งหลาย ได้ยินว่า พระเจ้าอชาตศัตรู เสื่อมเสียจากโสดาปัตติผล เพราะทำการยกย่องอสัตบุรุษ อาศัยพระเทวทัตผู้ทุศีล มีบาปธรรม ทรงกระทำปิตุฆาตกรรม เป็นพระราชาที่พระเทวทัตให้ฉิบหายแล้ว" พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนา กันด้วยเรื่องอะไร" เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่อชาตศัตรู ทำการยกย่องอสัตบุรุษ ถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง แม้ในกาลก่อน เธอก็ทำลายตนเสียด้วยการยกย่องอสัตบุรุษเหมือนกัน" ทรงนำเรื่องราวในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :

      ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ มีสมบัติมาก เจริญวัยแล้วไปสู่เมืองตักกสิลา เรียนสรรพศิลปวิทยา เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในพระนครพาราณสี บอกศิลปะแก่มาณพ ๕๐๐ คน ในมาณพเหล่านั้น มีมาณพคนหนึ่งชื่อ "สัญชีวะ" พระโพธิสัตว์ได้ให้มนต์ทำคนตายให้ฟื้นแก่เขา เขาเรียนแต่มนต์ทำคนตายให้ฟื้นอย่างเดียว ไม่ได้เรียนมนต์สำหรับป้องกัน วันหนึ่งไปป่าหาฟืนกับพวกเพื่อน เห็นเสือตายตัวหนึ่ง ก็พูดกะพวกมาณพว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เราจักทำเสือตายตัวนี้ให้ฟื้นขึ้น" มาณพทั้งหลาย กล่าวแย้งว่า "ท่านจักไม่สามารถดอก" เขากล่าวว่า "เราจักทำให้มันฟื้นขึ้น ให้พวกท่านเห็นกันทุกคนทีเดียว" พวกมาณพเหล่านั้น จึงกล่าวว่า "ถ้าท่านสามารถ ก็จงปลุกให้มันตื่นขึ้นเถิด" ครั้นกล่าวแล้ว ต่างรีบปีนขึ้นต้นไม้ สัญชีวมาณพ ร่ายมนต์แล้วขว้างเสือตายด้วยก้อนกรวด เสือลุกขึ้น โดดกัดสัญชีวมาณพที่ก้านคอทำให้สิ้นชีวิต ล้มลงตรงนั้นเอง ทั้งคู่นอนตายอยู่ในที่เดียวกัน พวกมาณพพากันขนฟืนไปแล้ว แจ้งความเป็นไปนั้นแก่อาจารย์ อาจารย์จึงเรียกมาณพทั้งหลายมากล่าวว่า "พ่อคุณทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า ผู้ที่ยกย่องอสัตบุรุษ กระทำสักการะและสัมมานะ ในที่อันไม่สมควร ย่อมกลับได้รับทุกข์เห็นปานนี้ทั้งนั้น" แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :

"ผู้ใดยกย่อง และคบหาอสัตบุรุษ อสัตบุรุษย่อมทำผู้นั้นแหละให้เป็นเหยื่อ

เหมือนพยัคฆ์ที่สัญชีวมาณพชุบขึ้น ย่อมทำเขานั่นแลให้เป็นเหยื่อ ฉะนั้น" ดังนี้.

      พระโพธิสัตว์ แสดงธรรมแก่มาณพทั้งหลาย ด้วยคาถานี้ กระทำบุญมีให้ทานเป็นต้น แล้วก็ไปตามยถากรรม.

      พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า

      มาณพผู้ทำเสือตายให้ฟื้นในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเจ้าอชาตศัตรูในบัดนี้

      ส่วนอาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้มาเป็น เราตถาคตฉะนี้แล.

จบ สัญชีวชาดก

อรรถกถาชาดกพระเจ้า 547 พระชาติ